Friday, May 1, 2015

South of Myanmar: From Dawei to Kawthoung


ท่องภาคใต้ของพม่า: จาก ทวาย ถึง เกาะสอง (The South of Myanmar: From Dawei or Tavoy to Kawthoung)


ปัจจุบันนี้ การเดินทางจากประเทศไทย เข้าสู่ประเทศพม่านั้น มีความสะดวกและมีหลายทางเลือกมากขึ้น กล่าวคือ ไทยและพม่าได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการเปิดด่านพรมแดนระหว่างสองประเทศที่เป็นด่านชายแดนติดต่อทางแผ่นดิน หรือ ที่เรียกว่า land border  จำนวน 4 ด่าน คือ

     1. ด่านแม่สาย - ท่าขี้เหล็ก Mae Sai - Tachiliek
     2. ด่านแม่สอด - เมียวดี  Mae Sot - Myawaddy
     3. ด่านพุน้ำร้อน - ทีกี้  Phu Nam Ron - Htee Kee
     4. ด่านระนอง - จังหวัดเกาะสอง Ranong - Kawthoung

14 ธ.ค. 2557 (December 14, 2014): เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน-บ้านทิกี้-เมืองทวาย ฺ(Bangkok-Kanchanaburi-Phu Nam Ron-Htee Kee-Dawei or Tavoy)

การเดินทางครั้งนี้ ฉันเลือกข้ามแดนที่ด่านจังหวัดกาญจนบุรี คือ บ้านพุน้ำร้อน แล้วก้าวเท้าเข้าประเทศพม่าที่บ้านทิกี้  โดยเลือกวิธีการเดินทาง คือ รถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า สถานีขนส่งหมอชิต 2

ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะเลือกรถโดยสารเที่ยวจากกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เที่ยวเวลา 7.00 น. เพื่อสามารถไปให้ทันกับการต้องต่อรถโดยสารประจำทางที่สถานีขนส่งกาญจนบุรีเพื่อไปยังด่านชายแดน แต่เนื่องจากไม่ได้โทรไปสอบถามข้อมูลเที่ยวรถกับทางบริษัทขนส่งก่อน ทำให้เมื่อไปถึงที่หมอชิต 2 จึงพบว่าไม่มีรถโดยสารประจำทางไปกาญจนบุรีเที่ยวนี้แล้ว เค้าปรับเวลาเดินรถเที่ยวแรกให้เร็วกว่า และ เที่ยวหลังจากนี้ก็คงจะทำให้ต่อรถเพื่อไปข้ามแดนที่ด่านพุน้ำร้อน  ฉันจึงถามเจ้าหน้าที่ที่เคาร์เตอร์ออกบัตรโดยสาร และเจ้าหน้าได้แนะนำให้ไปใช้บริการของรถตู้แทน  ซึ่งค่าโดยสารรถตู้จากหมอชิต 2  ถึงสถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี คือ  130 บาทต่อคน  ทั้งนี้ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไป กาญจนบุรีนั้น คุณสามารถเลือกสถานที่ขึ้นรถโดยสารได้หลากหลายที่ อาทิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีขนส่งสายใต้ อาจมีเที่ยวรถให้เลือกมากกว่าที่สถานีขนส่งหมอชิต 2

การเดินทางจาก กรุงเทพฯ ไปจังหวัดกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเศษ ๆ รถตู้ไปจอดที่สถานีขนส่งกาญจนบุรี ฉันถึงที่่นั่นประมาณ 09.30  จากสถานีขนส่งกาญจนบุรีจะมีรถโดยสารประจำทาง ไปยัง บ้านพุน้ำร้อน โดยเวลารถออกจากสถานี คือเวลา  10.30 น. แม้ระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ค่าโดยสารคนละ 70 บาท

รถโดยสารประจำทางจะไปจอดที่บริเวณด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ในเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อไปถึงฉันก็ดำเนินการข้ามแดนตามขั้นตอนการผ่านแดน ข้อสำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่ต้องการจะข้ามไปเที่ยวที่ประเทศพม่า คือ ต้องมีวีซ่า หรือ ต้องขอวีซ่าจากสถานทูตพม่ามาก่อน เพราะที่นี่ไม่มีบริการออกวีซ่า ณ จุดผ่านแดน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า visa on arrival

เมื่อผ่านกระบวนการข้ามแดนจากฝั่งไทยแล้ว จะมีรถตู้ ให้บริการจากด่านชายแดนไปจนถึง เมืองทวาย ค่าโดยสารคือ 800 บาทต่อคน (ด่านชายแดนฝั่งพม่า จะอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 5-6 กิโลเมตร ซึ่งถ้าหากคุณต้องการจ่ายถูกกว่านี้ ก็มีวิธีคือ หลังจากผ่านการตรวจหนังสือเดินทางแล้วให้เดินตรงมาเรื่อย ๆ จะเห็นบริเวณที่เป็นลานจอดรถที่มีลักษณะ คล้าย ๆ เป็นเป็นปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ และมีรถจอดอยู่บ้างประปราย และมีบริการห้องสุขา ตรงนี่แหละที่เราเรียกว่า ลานจอดรถ  ซึ่งถ้าคุณเดินมาขึ้นรถที่นี่ ก็จะสามารถต่อรองราคา เหลือ  600 บาทได้

จากนั้น รถตู้ได้พาฉันไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองของพม่า ซึ่งที่นี่จะเป็นที่ ๆ ฉันจะต้องยื่นแสดงวีซ่าเข้าประเทศพม่า และเค้าก็จะประทับตราในหนังสือเดินทางเป็นอันเสร็จขั้นตอนการข้ามแดน และ ถือว่า ณ ตอนนี้ฉันได้อยู่ในเขตของประเทศพม่าอย่างเป็นทางการแล้ว

บรรยากาศด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านทิกี้ ฝั่งพม่า ระหว่างรอตรวจลงตราในหนังสือเดินทาง

บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านทิกี้

เมื่อเสร็จพิธีการตรวจตราและลงตราประทับเกี่ยวกับการข้ามแดนแล้ว ฉันก็มาขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ เมืองทวาย Dawei หรือ Tavoy นั่นเอง ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นประตูสู่ภาคใต้ของประเทศพม่า การเดินทางจากบ้านทิกี้ ไปยังเมืองทวาย จะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่ผ่าน สภาพภูมิประเทศก็จะเป็น ป่าไม้ หุบเขา บางช่วงก็จะเผยให้เห็นแม่น้ำทานินธารี Tanintharyi ไหลผ่านทางด้านซ้ายมือ ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้จะเป็นแม่น้ำที่ฉันจะใช้เป็นเส้นทางภายในระหว่างเมืองต่าง ๆ ในประเทศพม่าต่อไป

สภาพถนนจากบ้านทิกี้ ไปยังเมืองทวาย ยังคงเป็นลูกรังและฝุ่นคลุ้งอยู่

แม่น้ำทานินธารี (Tanintharyi  River) แม่น้ำสายสำคัญในภาคใต้ของพม่า
ระหว่างทาง คนขับรถ จะจอดแวะพักรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งหากใครยังไม่ได้แลกเงินจ๊าตพม่าติดตัวไปสามารถจ่ายเป็นเงินบาทได้ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อคน อาหารที่ขายก็จะเป็นข้าวราดแกง เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงเป็นผัก และ น้ำซุป จากนั้น ฉันก็เดินทางต่อไปจนถึงเมืองทวาย โดยรถตู้จะไปจอดที่สำนักงานของบริษัทก่อน เนื่องจากตอนที่ฉันไปถึงนั้น ก็ค่อนข้างมืดแล้ว จึงไม่สามารถบอกได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ที่ไหน  จากนั้นจะมีคนมาสอบถามว่าคุณต้องการจะไปพักโรงแรมไหน ทางบริษัทก็จะพาไปส่งตามโรงแรมทีต้องการหรือตามที่เราได้จองไว้ ดังนั้นจึงแนะนำให้หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมที่ต้องการจะพักไว้ก่อน ยังไม่จำเป็นจะต้องจองไว้ก็ได้ แค่เอาชื่อโรงแรมมา เพื่อเป็นจุดให้รถตู้ไปส่งเราลงในตัวเมืองได้ เพราะว่า แต่ละโรงแรมไม่ไกลกันเท่าไหร่ เนื่องจากฉันเป็นคนที่ไม่นิยมจองโรงแรมล่วงหน้า  เลยขอไปหาและดูสภาพห้องด้วยตาของตัวเอง เมื่อเวลาไปถึงโรงแรมแล้วดีกว่า (ก่อนไปฉันก็ได้สืบค้นข้อมูลที่พักของเมืองทวายไว้เป็นแนวทางบ้างแล้ว จึงสามารถบอกชื่อโรงแรมที่ต้องการให้รถตู้ไปส่งได้)

ฉันเลือกพักที่โรงแรม Shwe Maung Than ซึ่งก็ถือว่าสะอาดและราคาสมเหตุสมผล ห้องที่พักเป็นห้องปรับอากาศ เตียงคู่ ห้องน้ำในตัว ไม่มีทีวี ไม่มีน้ำอุ่น  ราคาอยู่ที่คืนละ 18,000 จ๊าต หรือ คิดเป็น 18 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งราคานี้รวมอาหารเช้าอยู่ด้วย เท่าที่สังเกตโรงแรมแห่งนี้จะเป็นที่นิยมในหมู่ของชาวไทย โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปลงทุน หรือ ทำธุรกิจในเมืองทวายค่อนข้างมาก

15 ธ.ค. 2557 (December 15, 2014): ตัวเมืองทวาย (Dawei City)

เนื่องจากฉันยังไม่มีเงินจ๊าตพม่าติดตัว ดังน้ัน วันนี้จึงต้องเริ่มด้วยการหาสถานที่แลกเงินกันก่อน  ปัจจุบันนี้ที่เมืองทวาย หรืออีกหลาย ๆ เมืองในประเทศพม่า การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นไปค่อนข้างง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก  เนื่องจากคุณสามารถแลกเงินได้ที่ธนาคาร ไม่จำเป็นต้องแลกตามตลาดมืด หรือแลกตามเคาร์เตอร์ หรือร้านจิวเวอรี่เหมือนเดิมแล้ว  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มิได้หมายความว่า ทุกธนาคารจะมีบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเหมือนกันหมด  ฉะนั้น เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา ให้สอบถามข้อมูลกับทางโรงแรมที่พัก หรือ หาข้อมูลมาก่อน ว่า ธนาคารไหนบ้างที่รับแลกเงิน รวมถึง วันและเวลาทำการของธนาคารเหล่านั้นด้วย

ฉันแลกเงินที่ธนาคาร KBZ ที่ตลาดในตัวเมืองทวาย  เมื่อมีทุนอยู่ในกระเป๋าแล้ว การเดินทางก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ฉันก็เริ่มต้นด้วยการเดินชมบ้านชมเมือง ขอเน้นว่าเป็นการเดินอย่างเดียว และ เดินทั้งวันจริง ๆ ใครที่ไม่ชอบเดิน ที่นี่ก็มีบริการให้เช่ารถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ หรือ จะเช่ารถยนต์พร้อมคนขับก็ได้ แต่สำหรับตัวฉันเองเลือกที่จะชมเมืองด้วยการใช้บริการของสองเท้าที่พ่อกะแม่ให้มาตั้งแต่เกิด หรือเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า เดิน เป็นหลักในวันแรกนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ อยากหยุดตรงไหน ก็สามารถหยุดได้ทันทีโดยไม่ต้องหาที่จอดรถหรือทำอย่างอื่นให้เสียเวลา และที่สำคัญการจะชมเมืองนั้นการเดินชมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ได้เห็นบ้านเมืองเขาทุกซอกทุกมุมจริง ๆ

บ้านเรือนในเมืองทวายส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ สองชั้น และมีลักษณะที่เรียกว่า เป็นบ้านสมัยยุคอาณานิคม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า colonial style สำหรับใครที่สนใจลักษณะของบ้านเรือนแบบนี้ก็สามารถไปสืบค้นข้อมูลในเชิงลึกตามความสนใจของตนเองต่อได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ไปสืบค้น ก็สามารถดูตามรูปข้างล่างได้เลยว่าบ้านเรือนที่เมืองทวายเป็นอย่างไร

บ้านแบบยุคอาณานิคม หลังนี้เป็นร้านอาหารและเบียร์การ์เด้นท์ เห็นป้ายเขียนว่าเป็นโรงแรมด้วยคาดว่าส่วนของโรงแรมยังสร้างไม่เสร็จ มองจากด้านหลังของบ้านจะเห็นว่ากำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง

บรรยากาศในตัวเมืองทวาย

บรรยากาศในตัวเมืองทวาย
ร้านรวงข้างถนนในตัวเมืองทวาย

แม่น้ำทวาย (Dawei River) ที่ไหลผ่านตัวเมืองทวาย

โซนปลาสด ๆ ในตลาดทวาย


วัดพม่าในเมืองทวาย (จำชื่อไม่ได้)
16 ธ.ค. 2557 (December 16, 2014): ชายหาดเมาะมะคัน ชายหาดนาบูเล และสถานที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย  (Muangmagan Beach, Nabule Beach  and Dawei deep-seaport project)

การเดินทางในวันนี้ของฉันคือ การเช่ารถมอเตอร์ไซค์ ที่เมืองทวายนี้มีร้านให้เช่ามอเตอร์ไซค์อยู่พอสมควร หรือ อีกทางหนึ่งคือคุณสามารถเช่ากับทางโรงแรมที่คุณเข้าพักก็ได้ และราคาก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก

ราคาค่าเช่าโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่  7,000 -10,000 จ๊าต ต่อวันต่อคัน ถ้าต้องการจะเช่า ให้ถามรายละเอียดที่ชัดเจน ว่าต้องคืนเวลาไหน เพราะบางที บางร้านจะบอกว่า ให้คืนประมาณ 18.00-19.00 และ บางร้านอาจจะให้ส่งคืนช้ากว่านั้นอีกนิดหน่อย หรือว่า บางทีอาจเช่าข้ามคืนในกรณีที่เช่าหลายวันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นให้สอบถามรายละเอียดเรื่องกำหนดเวลา เช่า - คืน กับทางร้านด้วยจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ส่วนตัวฉันเองก็เช่ากับทางโรงแรมที่พักในราคา 10,000 จ๊าตต่อวัน

เมื่อได้มอเตอร์ไซค์แล้ว ฉันก็เริ่มออกเดินทางตามแผนที่วางไว้สำหรับวันนี้ คือ ชายหาดเมาะมะคัน ชายหาดนาบูเล และ สถานที่ก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ก่อนออกเดินทาง ฉันได้สอบทางเส้นทางกับเจ้าหน้าที่ (จริง ๆ คือ เจ้าของโรงแรมที่พักอยู่) เนื่องจากป้ายบอกเส้นทางที่นี่ส่วนมากหรืออาจจะเรียกว่าป้ายบอกทางเกือบทั้งหมดเขียนเป็นภาษาพม่า ฉะนั้นจึงเสี่ยงต่อการหลงทาง และ ออกนอกเส้นทางค่อนข้างมาก ถึงแม้จะมีแผนที่ประกอบการเดินทาง ฉันเองก็ยังต้องจอดแวะถามชาวบ้านแถบนั้นเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะ ช่วงทางแยก ทางเลี้ยว ต่าง ๆ เล่นเอาทั้งคนถาม และ คนถูกถาม ต้องเหนื่อยไปตาม ๆ กัน เนื่องจากมีปัญหาทางการสื่อสาร ถึงแม้จะพกพจนานุกรมฉบับเดินทางเป็นภาษาพม่าติดตัวไปแล้ว ก็ยังออกเสียงไม่เป็น ออกเสียงเพี้ยนบ้าง ผิดบ้าง กว่าจะได้เรื่องได้ราวสื่อสารกันเข้าอกเข้าใจ เล่นเอาทั้งสองฝ่ายหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งกับสำเนียงการออกเสียงภาษาพม่า รวมทั้งภาษามือของฉันเลยทีเดียว

ชาวประมงเผาทำความสะอาดพวกตะไคร่น้ำหรือสาหร่ายที่เกาะอยู่ใต้ท้องเรือก่อนออกจับปลา

อวนผืนใหญ่ถูกเย็บ ปะ ซ่อม ริมชายหาดเมาะมะคัน 

ยำปลาหมึกสด ๆ
ตลอดเส้นทางที่ผ่าน ถนนส่วนใหญ่จะเป็นลูกรัง ถนนดินสีแดง ซะเป็นส่วนใหญ่ หรือถ้าจะเรียกให้ถูก ก็คือ เป็นก้อนหินเรียง ๆ กัน เนื่องจากทางการพม่าเพิ่งจะสร้าง ปรับ และ ขยาย ถนนให้ดีขึ้น เลยต้องทำใจว่าอาจจะต้องใช้เวลาถึงแม้ว่าจะมีระยะทางไม่ไกลก็จริง อย่างไรก็ตามการเดินทางทุกครั้งเมื่อเทียบกับทัศนียภาพ วิถีชิวิตของผู้คนในท้องถิ่นแล้วก็ต้องถือว่าคุ้มค่าและทำให้หายเหนื่อยกันเลยทีเดียว เพราะถนนและเส้นทางส่วนมากที่ฉันใช้เดินทางในวันนี้จะเป็นถนนเลียบชายหาดขาวขาว น้ำทะเลใสใสสีฟ้าคราม ตลอดเส้นทางนั้นแทบจะไม่มีนักท่่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือแม้แต่ เตียงผ้าใบ ร่มชายหาดกันแดด หลากสีปรากฏให้เห็นเลย มีแต่ทะเล และ หาดทรายล้วน ๆ ไกลสุดลูกหูลูกตา

ชายหาดนาบูเล

ชายหาดนาบูเล และมอเตอร์ไซค์คู่กาย

ชายหาดที่ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าอยู่ในโครงการของการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ไม่รู้ว่าถ้ามีการก่อสร้างจริง ๆสภาพจะเป็นอย่างไร

ถนนสู่ชายหาดนาบูเล

สี่แยกที่ไม่มีป้าย ชาวบ้านบอกว่าถูกสร้างเพื่อรองรับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย เส้นแยกที่ตรงไปนั้น เป็นเส้นที่ใช้เดินทางไปสู่ประเทศไทย ส่วนแยกขวามือ เป็น แยกที่เราใช้เดินทางกลับชายหาดเมาะมะคัน และเข้าสู่ตัวเมืองทวาย

ดูกันให้ชัด ๆ เค้าบอกว่าภาพที่เห็นในอนาคตจะแปรสภาพเป็นส่วนหนึ่งของท่าเรือน้ำลึกทวาย

น้ำทะเลใสใส และ เม็ดทรายขาวขาวยามต้องแสงอาทิตย์

หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ จุดเริ่มต้นของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย 

17 ธ.ค. 2557 (December 17, 2014) :  นมัสการเจดีย์ Shae Moe Pagoda และ Dawei Point


วันนี้ฉันออกเดินทางเร็วกว่าทุก ๆ วันประมาณหนึ่งชั่วโมง คือ ประมาณ 07.30 น. เนื่องจากการเดินทางจากตัวเมืองทวาย ไปยังจุดที่เรียกกันว่า Dawei Point หรือ ส่วนที่อยู่ใต้สุดของคาบสมุทรทวายนั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ๆเป็นอย่างต่ำด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ระหว่างทางก็แวะพัก เป็นระยะ ๆ เพื่อถ่ายรูป และดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติสวย ๆ ฉะนั้นการเดินทางของฉันจึงใช้เวลาเกินกว่า 4 ชั่วโมง


จุดหมายปลายทางในวันนี้ของฉันอยู่ที่พระธาตุ Shae Moe Pagoda ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองบริเวณคาบสมุทรทวาย ถ้าหากดูตามแผนที่จะเขียนว่า Dawei Point  นั่นเอง แต่ระหว่างทางเราก็มีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ เพื่อ หนึ่งคือสอบถามเส้นทาง (แม้ว่าเราจะมีแผนที่ แต่เพื่อความมั่นใจ) และ สองคือพักตามร้านน้ำชา หรือ tea shops เล็ก ๆที่มีอยู่ตามเส้นทางเพื่อเติมพลัง สุดท้าย คือสามเพื่อคลายเหนื่อยเมื่อยล้าจากการนั่งมอเตอร์ไซค์นาน ๆ

ระหว่างทางไปยัง Dawei Point ถึงแม้จะเป็นถนนแคบ ๆ สองช่องทาง แต่ก็ถือว่าอยู่ในสภาพดี

แวะจอดพักจิบชาพม่าและสอบถามเส้นทางที่วัดบ้าน Laung Lone  แห่งนี้
ดอกจำปาลาวแต่ขึ้นอยู่ในภาคใต้ของพม่าด้วย



เจดีย์น้อยกลางน้ำในภาพเป็นช่วงที่น้ำลงไม่ไกลจากหมูู่บ้าน Nyaung Pyin

ถนนหลังจากช่วงนี้ไปแล้ว ค่อนข้างขรุขระ และลำบากไม่น้อย

 พระธาตุ Shae Moe หนึ่งเก้าพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำทวาย

ส่วนที่ยื่นลงไปในทะเลของ Shae Moe

สัญญลักษ์ของส่วนใต้ที่สุดของทวายหรือ Dawei Point

หมู่บ้านชาวประมงระหว่างทาง

ถนนก้อนหินและดินแดง
หาดทรายขาว ๆ เมื่อยามบ่ายแก่ ๆ 

พระอาทิตย์อัสดง

หาดเดียวกันแต่อีกมุมมอง
18 ธ.ค.2557 (December 18, 2014): กลับเข้าเมืองทวายจากแหลมปลายใต้สุดหรือ Dawei Point

ขากลับจากส่วนปลายสุดของทวาย ฉันก็ใช้เส้นทางเดิม (ที่นี่มีถนนเส้นเดียว ฉะนั้นขาไปใช้เส้นไหนไป ขากลับก็ต้องกลับมาเส้นทางเดิมไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือก) แต่ฉันก็แวะเลี้ยวเข้าไปเที่ยวตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่รายทาง เช่น หมู่บ้าน Tonat (Tonat Village) หาดเทซิท (Teyzit Beach) และกลับถึงตัวเมืองทวายในตอนค่ำ ๆ

หมู่บ้านโทนัท (Tonat Village)

ชาดหาดกับเรือประมง ที่หมู่บ้านโทนัท


หาดเทซิท (Teyzit Beach)

อีกมุมหนึ่งของหาดเทซิท

19 ธ.ค. 2557 (December 19, 2014): พระธาตุเมียวยิก และ อ่าวซานมาเรีย (Myawyik Pagoda and San Maria Bay)

เส้นทางที่ใช้ในวันนี้ ก็ คือ เส้นทางเดิมที่ใช้ออกจากตัวเมืองทวายไปยังชายหาดเมาะมะคัน เนื่องจากพระธาตุเมียวยิกและอ่าวซานมาเรีย อยู่เลยเมาะมะคันไปทางใต้ประมาณ 9 ไมลส์

ฉันออกเดินทางหลังจากทานอาหารเช้าและเถลไถลคุยกับเพื่อนใหม่ที่รู้จักกันระหว่างที่พักอยู่ที่โรงแรมด้วยกัน เลยทำให้กว่าจะเริ่มต้นวันก็ค่อนข้างสายแล้ว แต่สาเหตุที่ออกสายกว่าทุกวัน ก็เนื่องมาจาก เรารู้จักเส้นทางดีแล้ว และที่สำคัญสถานที่ทั้งสองแห่งไม่ไกลจากเมืองทวายมากนัก เลยทำให้มีเวลา แลกเปลี่ยน และ สนทนาข้อมูลและเรื่องราวมุมมองของนักเดินทาง นักธุรกิจ หลาย ๆ คน ซึ่งถือว่าเป็นรสชาดการเดินทางอีกแบบหนึ่งที่ฉันชอบ ได้มีโอกาสได้รับมิตรภาพที่ดีๆจากผู้คนหลากหลาย อย่างน้อยก็ทำให้คนเราก็ได้เรียนรู้และเห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่บางครั้งเราไม่มีโอกาสได้รู้จัก หรือ สัมผัส ก็เป็นได้

ระหว่างทางฉันแวะพักที่วัดแห่งหนึ่ง มีหลวงพ่อรูปหนึ่่งใจดีมาก เชื้อเชิญให้พวกฉันไปทานอาหารกลางวันบนกุฎิของท่าน เมื่อพวกฉันปฏิเสธเนื่องจากไม่อยากรบกวนและอยากให้ท่านเก็บไว้ให้กับเด็ก ๆ แต่ท่านก็คะยั้นคะยอ เมื่อเห็นว่าพวกฉันไม่ขึ้นไปบนกุฏิท่านแน่แล้ว  ท่านก็ให้เด็กวัดยกกาแฟ น้ำชา และ ขนม กับกระติกน้ำร้อนมาให้พวกฉันที่ใต้ต้นไม้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทจึงรับขนมกับกาแฟไว้ และนั่งเล่นกับเด็ก ๆ อยู่ซักพักใหญ่ ๆ จึงเดินทางต่อไปยังพระธาตุเมียวยิก และอ่าวซานมาเรีย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้ของฉันนั่นเอง

และก่อนออกเดินทางตามแผนการเดินทางวันนี้  ฉันได้แวะไปซื้อตั๋วรถโดยสารจากเมืองทวาย เพื่อลงใต้ ไปยังเมืองเมี๊ยก (Myeik) หรือบางทีเรียกเมืองมะริด ซึ่งคนไทยอย่างเรา ๆ มักจะคุ้นเคยกับชื่อหลังมากกว่า เนื่องจากในอดีตนั้นดินแดนส่วนนี้เคยอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศสยามมาก่อน  สำหรับสถานที่จำหน่ายตั๋วโดยสารจะอยู่ตรงสี่แยก (เราจำชื่อถนนไม่ได้ แต่รู้ว่าเป็นสี่แยกที่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากนัก) ตั้งเป็นโต๊ะหรือสำนักงานเล็ก ๆ เรียงรายกันอยู่หลายบริษัท เราเลือกซื้อรถของบริษัทลัคกี้สตาร์ (Lucky Star Bus) ราคาค่าโดยสารจากเมืองทวาย ไปเมืองเมี๊ยก คือ 8,000 จ๊าตต่อคน

อ่าวซานมาเรียน่า (San Maria Bay) ถ่ายจากชายหาดของวัดของหลวงพ่อผู้ใจดี

อ่าวซานมาเรียมองผ่านหาดทรายขาว ๆ ที่ทอดตัวยาว

พระธาตุเมียวยิกยามน้ำลง (Myawyik Pagoda)

ร้านอาหารริมทะเลบริเวณพระธาตุเมียวยิก

สะพานเชื่อจากฝั่งไปยังพระธาตุเมียวยิก

อีกมุมหนึ่งบริเวณพระธาตุเมียวยิก
20 ธ.ค. 2557 (December 20, 2014) : เมืองเมี๊ยกหรือมะริด (Myiek)


ตามที่เกริ่นไว้เมื่อวานว่า ฉันได้ไปซือตั๋วรถโดยสารประจำทางเพื่อเดินทางลงใต้ไปเมืองเมี๊ยกไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน ในราคา 8,000 จ๊าตต่อคน (สำหรับนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาตินั้นส่วนใหญ่แล้วจะต้องจ่ายค่าโดยสารแพงกว่าชาวพม่า แต่ก็มีบางคร้ังที่จ่ายราคาเดียวกัน ฉะนั้นถ้าหากต้องจ่ายแพงกว่าคนท้องถิ่นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่)


สถานีขนส่งของเมืองทวายอยู่นอกตัวเมืองทวาย ต้องนั่งแท๊กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ออกไป ฉันเลือกแท๊กซี่หรือถ้าจะเรียกให้ถูกคือสองแถว ส่วนราคาก็คือ 2,000 จ๊าตต่อคน  เวลาที่ใช้ในการเดินทางจากทวายไปสถานีขนส่งประมาณ 20 นาที



บรรยากาศยามเช้า ณ สถานีขนส่งเมืองทวาย

การเดินทางจากทวายไปเมี๊ยกใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เวลารถออกจากสถานีทวายคือ 09.00 น. และและถึงสถานีเมี๊ยกประมาณ 14.00 น. และฉันก็นั่งมอเตอร์ไซค์จากบริเวณที่รถจอดให้ไปส่งที่โรงแรมที่พักในราคา 1,000 จ๊าตต่อคน และให้ไปส่งที่โรงแรม Kyal Pyan Hotel ซึ่งฉันเลือกห้องพักคู่ในราคา 35 เหรียญสหรัฐต่อคืน รวมอาหารเช้า พร้อมเครื่องปรับอากาศ น้ำอุ่น ทีวี และตู้เย็น

เมื่อจัดการจ่ายเงินและเก็บกระเป๋าเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ไม่รอช้ารีบออกไปเที่ยวชมตลาดและสภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองเมี๊ยกเลย ห้องในโรงแรมที่เช่าไว้นั้น เอาไว้เป็นที่เก็บกระเป๋ากับซุกหัวนอนจริง ๆ ไม่ค่อยได้มีโอกาสอยู่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายทั้งปวงในห้องนอนและที่โรงแรมจัดให้เลยจริง ๆ นอกจากอาหารเช้าเท่านั้น

ตึกรามที่เมืองเมี๊ยก


แผงขายผลไม้ที่ตลาดกลางเมืองเมี๊ยก ใกล้ ๆ หอนาฬิกา

แผงขายผลไม้ ที่ตลาดกลางเมืองเมี๊ยก

สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมที่เมืองเมี๊ยก

21 ธ.ค. 2557 (December 21, 2014): เมืองเมี๊ยกและบริเวณชานเมือง (Myeik city and  its outskirts)


หนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางมาสู่ภาคใต้ของพม่าครั้งนี้ คือ การได้มาเที่ยวชมเมืองเมี๊ยก และ การใช้เมืองเมี๊ยกเป็นฐานในการข้ามไปหมู่เกาะเมอร์กี่ (Mergui Achipalego) ฉันได้รวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณแปดคน เพื่อหาเช่าเหมาเรือไปหมู่เกาะเมอร์กี่  แต่เนื่องจากราคาค่าเช่าเหมาเรือค่อนข้างแพง ซึ่งฉันจำราคาที่เจ้าของเรือเสนอนั้นค่อนข้างแพง ประมาณว่า แพ็คเก็จ 3 คืน  4 วันราคาขั้นต่ำประมาณ  1,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อจำนวนนักท่องเที่ยว  6 คนต่อเรือ แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่อากาศไม่ค่อยดี ยังอยู่ใ่นช่วงฝนตกและลมแรง อีกอย่างเจ้าของผู้ประกอบการเดินเรือเอง ก็ยังไม่ค่อยให้ความมั่นใจกับพวกฉันได้ว่า จะได้ออกเดินทางเมื่อไหร่ และ ราคาที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไหร่ เขาได้แต่ให้พวกฉันเสนอราคาไป แล้วทางเจ้าของเรือจะพิจารณาเอง ว่าได้หรือไม่ได้  ดังน้ันพวกฉันจึงเสนอราคาไปในแพ็คเก็จ 2 คืน 3 วัน ในราคา 800 ดอลล่าร์สหรัฐต่อลำ แต่เจ้าของเรือไม่ตกลง การเดินทางไปล่องเรือชมหมู่เกาะเมอร์กี่อันสวยงามบริสุทธิ์ จึงยังคงเป็นแผนการทีอยู่ในฝันต่อไป  พวกฉันเลยยกเลิกความคิดที่จะข้ามไปหมู่เกาะดังกล่าว และ ปรับแผนมาใช้วิธีการเช่ามอเตอร์ไซค์เที่ยวทั่ว ๆ เมืองเมี๊ยกและบริเวณใกล้เคียงแทน


ตลาดเล็ก ๆ ยามเช้า กลางเมืองเมี๊ยก


แผงขายปลาในตลาดเช้า


โซนผักสด ที่ตลาดเมืองเมี๊ยก


ฉันเช่ามอเตอร์ไซค์จากน้องคนหนึ่งที่ทำงานในโรงแรมที่พักอยู่ ในราคาคันละ 8,000 จ๊าตต่อวัน และก็ขับไปเรื่อย ๆ ตามแผนที่ที่ทางโรงแรมให้มา ซึ่งบรรยากาศของเมืองเมี๊ยก ก็คล้าย ๆ กับเมืองทวาย ที่เป็นเมืองท่าสำคัญอีกเมืองหนึ่งในภาคใต้ของประเทศพม่า สภาพบ้านเรือนของที่นี่ก็เป็นบ้านแบบยุคอาณานิคมเป็นส่วนใหญ่ มีวัดวาอารามหลายแห่งในตัวเมือง  อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาหารทะเลหลากหลาย และเมื่อตกเย็นเป็นต้นไป จะมีตลาดกลางคืน ตรงบริเวณท่าเรือหลักที่จะข้ามไปวิหารพระนอน ซึ่งมีแผงขายอาหารเรียงรายกันตลอดทาง นอกจากตลาดกลางคืนแล้ว บริเวณตลอดแนวท่าเทียบเรือก็ยังมีร้านอาหารเรียงรายตลอดแนวท่า มีอาหารทะเลสด ๆ  และข้าวแกงพม่า รวมถึงโรตีอร่อยๆ ให้เลือกหลากหลาย

ข้าวแกงพม่า



อีกมุมหนึ่งของเมืองเมี๊ยก

ท่าเรือสำหรับข้ามไปนมัสการพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเมี๊ยก




วิหารพระนอน

22 ธ.ค. 2557 (December 22, 2014): เมืองเมี๊ยก

วันนี้ก็เหมือนเช่นสองวันที่ผ่านมา คือ ฉันก็ตระเวนชมเมืองเมี๊ยกต่อ และเนื่องจากวันพรุ่งนี้จะต้องเดินทางลงใต้ วันนี้เลยแวะไปหาข้อมูลการเดินทางที่ท่าเรือ เพราะจะต้องเดินทางทางน้ำ เนื่องจาก การเดินทางด้วยถนน หรือ ทางรถยนต์ คุณอาจจะไม่สามารถแวะพักตามเมืองเล็ก ๆ รายทางได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านสาธารณูโภคสำหรับนักท่องเที่ยว จากเมืองเมี๊ยกถ้านักท่องเที่ยวเดินทางโดยรถยนต์ ส่วนมากจะต้องเดินทางตรงไปที่เมืองเกาะสองเลย ห้ามแวะพักค้างคืนรายทาง

การเดินทางจากเมืองเมี๊ยก ไป เกาะสองนั้น มี วิธีการเดินทาง 3 ทางคือ หนึ่ง เดินทางด้วยรถยนต์ จะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง สองเดินทางด้วย เรือเฟอรี่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และ สุดท้ายคือ เดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

แต่แผนการเดินทางต่อของฉันนั้น มีเป้าหมายที่เมืองทานินธารี่ (Tanintharyi) ฉันจึงสอบถามที่บริษัทเดินเรือที่อยู่บริเวณท่าเรือข้ามฟากไปวัดพระนอน ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า ท่าเรือที่จะไปเมืองทานินธารี่ นั้นอยู่อีกที่หนึ่ง ฉันเลยขอให้เขาชี้จุดในแผนที่ให้ และก็ขับมอเตอร์ไปหาข้อมูลเตรียมไว้ก่อน เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ฉันก็ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวชมเมืองเมี๊ยกไปเรื่อย ๆ  วันนี้ของฉันจึงเป็นการชมเที่ยวชมนอกเมืองเมี๊ยก และ บริเวณตัวเมืองเหมือนเช่นวันก่อน ๆ

ตลาดกลางเมืองเมี๊ยก


ถนนเลียบหาดเมืองเมี๊ยก ใกล้ ๆ ท่าเรือข้ามฟากไปวัดพระนอน

เตารีดแบบใช้ถ่าน
บุหรี่พม่า

ร้านขายของริมถนนเมืองเมี๊ยกใกล้ๆกับหอนาฬิกา

23 ธ.ค. 2557 (December 23, 2014): มุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองธานินธารี่ (Heading south to Tanintharyi)

 หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ฉันนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากโรงแรมที่พักไปยังท่าเรือเพื่อไปยังเมืองทานินธารี ซึ่งค่าโดยสารอยู่ที่ 1,000 จ๊าตต่อคัน ฉันไปถึงท่าเรือประมาณ 08.30 น. ซึ่งเรือจะออกจากท่าประมาณ 09.00 เมื่อไปถึง ฉันก็เข้าไปจับจองที่นั่งบนเรือ เมื่อเรือออกจากท่าได้ซักพัก ก็จะมีพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารมาเดินเก็บเงินค่าโดยสาร  (หลังจากที่ได้แวะเข้ามาหาข้อมูล เมือวาน ทำให้รู้ว่าห้ามซื้อตั๋วล่วงหน้า ให้มาซื้อบนเรือจะแน่นอน และ ราคาถูกกว่าการซื้อล่วงหน้า) ค่าโดยสารจากเมืองเมี๊ยก ไปยังเมืองทานินธารี่ คือ 3,000 จ๊าตต่อคน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง

ท่าเรือที่จะไปยังเมืองทานินธารี่



บริเวณที่นั่งภายในเรือ

เรือโดยสารที่วิ่งระหว่างเมืองเมี๊ยก กับ เมืองทานินธารี่ จอดเทียบท่าเพื่อรอผู้โดยสาร และ เวลาออกจากท่าเรือ



ทิวทัศน์ระหว่างทาง

ผู้โดยสารรอขึ้นรอที่ท่าระหว่างทางในกรณ๊ที่มีท่าจอดเรือหรือโป๊ะขึ้น-ลง

สำหรับบริเวณที่ไม่มีท่าเรือหรือโป๊ะ ผู้โดยสารที่จะขึ้นหรือลงเรือ ต้องใช้วิธีการเช่นนี้ คือถ่ายจากเรือเล็กมาลงเรือใหญ่ หรือ ลงจากเรือใหญ่แล้วค่อยขึ้นเรือเล็กต่อไป


ฉันไปถึงที่เมืองทานินธารี่ในเวลาประมาณ 13.00 น. จากนั้นก็เดินไปยังเกสต์เฮ้าส์แห่งเดียวของเมืองนี้ ซึ่งห้องพักจะเป็นลักษณะของห้องแถวยาว แต่กั้นเป็นห้อง ๆ ด้วยผนังบาง ๆ และมีห้องน้ำรวม ฉะนั้นเรื่องความหรูหราสะดวกสบายคงไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มี ที่นี่จะเป็นลักษณะเรียบง่าย แต่ถือว่า สะอาดพอควร เราจ่ายค่าห้องไป 15,000 จ๊าตต่อคืน เมื่อจ่ายเงินและเก็บสัมภาระไว้ในห้องเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเดินชมเมืองทันที เมืองทานินธารี่นี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทานินธารี่เป็นเมืองที่มีผังเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านเรือนส่วนมากจะสร้างด้วยไม้และจะปลูกเรียงรายกันเต็มสองฝั่งของถนนในระดับเดียวกัน ทำให้ดูเหมือนเป็นเส้นตรง

เกสต์เฮ้าส์ หรือ โรงแรมแห่งเดียวในเมืองทานินธารี่



แม่น้ำทานินธารี่ 

บ้านไม้ที่เรียงรายริมฝั่งถนนในเมืองทานินธารี่

บ้านเรือนส่วนมากของเมืองนี้จะสร้างด้วยไม้สวยงามไปอีกแบบ

เด็ก ๆ กับ ยางรถยนต์ ที่ถือว่าเป็นเครื่องเล่นชั้นเยี่ยม

อีกภาพกับบ้านเรือนในเมืองทานินธารี่

24 ธ.ค. 2557 (December 24, 2014): จากทานินธารี่สู่บกเปี้ยน (From Tanintharyi to Bokpyin)



การเดินทางจากเมืองทานินธารี่ ไปยังเมืองบกเปี้ยน ต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น ฉันซื้อตั๋วรถโดยสารในราคา 10,000 จ๊าตต่อคน แต่เวลาที่รถออกคือ เวลาประมาณ เที่ยงคืน (เป็นรถโดยสารที่วิ่งระหว่างเมืองเมี๊ยกและเมืองเกาะสอง) ดังนั้น ฉันจึงมีเวลาอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการเที่ยวชมเมืองทานินธารี่แห่งนี้


ฉันเริ่มต้นวัน ด้วยอาหารเช้าแบบพม่าผสมตะวันตก คือ กาแฟ ขนม และ ขนมจีนพม่า หรือที่เรียกกันว่าโมฮิงกา จากนั้น ก็ตระเวนถ่ายรูปบ้านเรือน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองต่อ ผู้คนที่นี่น่ารักและมีอัธยาศัย น้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างมาก พวกเขาบอกกับฉันว่า ไม่ค่อยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาที่นี่มากนัก เนื่องจากเมืองนี้ยังไม่มีสาธารณูปโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยว และที่สำคัญทางใต้ของพม่าเพิ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้าไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย พวกเขาจึงดีใจที่เห็นนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามา และบางคนก็ถือโอกาสฝึกพูดภาษาอังกฤษไปในตัว ทำให้ผู้มาเยือนอย่างพวกฉันรู้สึกดีและรู้สึกอบอุ่นไปด้วย

สะพานซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมการเดินทางจากเมืองทานินธารี่กับเมืองอื่นๆ ด้วยถนนหรือทางบก

อาหารเช้าคู่กับกาแฟ

ขนมจีนพม่า หรือ โมฮิงกา แสนอร่อย

ตลาดเช้าเมืองทานินธารี่

แม่ค้าปลาและกุ้งแม่น้้ำตัวใหญ่ ๆ

กล้วยไม้พม่า ที่สาว ๆ นิยมนำมาทัดผม

ด้านนอกของตลาดเมืองทานินธารี่

ลานกีฬาประจำหมู่บ้านยามเย็น
25 ธ.ค. 2557 (December 25, 2014): เมืองบกเปี้ยน (Bokpyin)

รถโดยสารพาฉันมาถึงท่ารถเมืองบกเปี้ยนในเวลาเช้าตรู่ คือ ประมาณ 05.00 น. เมื่อลงจากรถ ฉันจึงต้องแวะพักรอเวลาให้ฟ้าสว่างมากกว่านี้ก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางไปหาโรงแรมที่พัก เมื่อไปถึงร้านอาหารก็เพิ่งจะเปิด และ เจ้าของร้านยังเตรียมกับข้าวยังไม่เสร็จ (จริง ๆแล้วเช้าตรู่ประมาณนี้คงกินข้าวไม่ลงเป็นแน่)  ฉันเลยสั่งกาแฟ แต่เจ้าของร้านก็บอกว่า ให้รออีกซักพัก เพราะน้ำยังไม่ร้อน ระหว่างรอฉันก็ไม่ยอมให้เสียเวลาเลยเดินสอบถามเส้นทางไปยังโรงแรมที่พัก ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า อยู่ไม่ไกลจากท่ารถเราจึงตั้งใจว่าจะเดินไป เมื่อฟ้าสางกว่านี้

โรงแรม หรือ ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือ เกสต์เฮ้าส์ มีชื่อว่า อูมาเล่ เป็นภาษาพม่า (U Ma Le) เอาเป็นว่าออกเสียงประมาณที่ว่าแล้วกัน สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านระหว่างที่เดินไปในที่สุดก็ไปถึงเจ้าเกสต์เฮ้าส์ อูมาเล่ (เน้นเสียงหนักที่พยางค์สุดท้ายของคำ) จนได้ ใช้เวลาเดินประมาณ สิบนาทีหน่อย ๆ ที่นี่เจ้าของเป็นคนพม่า เชื้อสายไทย สามารถพูดภาษาไทยได้ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เจ้าของโรงแรมซึ่งก็เป็นนักธุรกิจใหญ่ประจำเมืองบกเปี้ยนนี้ด้วยเหมือนกัน มีกิจการหลายแห่งในตัวเมืองรวมทั้งร้านจิวเวลรี่ที่ตั้งติดกับโรงแรมด้วย

เมืองบกเปี้ยนนี้มีชุมชนชาวพม่าเชื้อสายไทยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น  ฉันเลยถามคนเหล่านั้นว่า ทำไมพวกคุณพูดภาษาไทยได้ชัดนัก ก็ได้รับคำตอบว่า ก็เพราะพวกฉันเป็นคนไทย ฉันจึงเข้าใจได้และไม่ถามต่อไปเนื่องจากเรื่องมันยาวและเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ของสยามประเทศของเรานั่นเอง  พวกเขาบอกว่าตอนที่แคว้นมะริดตกเป็นของอังกฤษ มีคนที่นี่หลายคนย้ายออกไปอยู่ในเมืองไทย แต่พวกเขาเลือกที่จะอยู่ที่เมืองนี้ต่อ เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ พวกเขาก็ยังคงตั้งถิ่นฐานที่นี่ต่อไป แต่พวกเขาก็ถือว่า พวกเขาเป็นคนไทยที่มีสัญชาติพม่า

นักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองบกเปี้ยนแห่งนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกเมือง ฉะนั้นการเดินทางท่องเที่ยวหมู่บ้านใกล้เคียงต้องขอและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของพม่าก่อน แต่เนื่องจากเจ้าของโรงแรมเห็นว่าฉันเป็นคนไทย เขาจึงช่วยเป็นธุระจัดหามอเตอร์ไซค์รับจ้างที่สามารถพูดภาษาไทยได้ และ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงให้ ฉันจึงได้มีโอกาสออกไปชมหมู่บ้านชาวประมงใกล้เคียงทีบ้านชวง กา ชิต (Chaung Ka Chit)  นอกจากนี้เจ้าของโรงแรมยังได้ช่วยเป็นธุระจองตั๋วรถโดยสารจากบกเปี้ยนไปเมืองเกาะสองให้กับพวกฉันอีกด้วย

ภาพมุมสูงเมืองบกเปี้ยน

วัดในเมืองบกเปื้ยนไม่ไกลจากสถานีตำรวจ

เจดีย์สีทองอร่ามเมื่อวันฟ้าใส

หมู่บ้านชาวประมง Chaung Ka Chit

สะพานไม้ที่เป็นทางเดินหลักภายในหมู่บ้าน

อีกมุมหนึ่งของหมู่บ้านเดียวกัน คือหมู่บ้าน Chaung Ka Chit

น้ำตกสวยๆ Chaung Ka chit ที่อยู่ในสวนปาล์มของเอกชน ชาวบ้านบอกว่าทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปิดไม่ให้เข้าไปเที่ยว เพราะมีเหตุวัยรุ่นเสียชีวิต แต่ฉันโชคดีที่มีโอกาสเข้าไปชม


26 ธ.ค. 2557 (December 26, 2014): สิ้นสุดการเดินทางที่เมืองชายแดนเมืองเกาะสอง  (Ending this journey at Kawthoung)

เจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่เมืองบกเปี้ยนช่วยเป็นธุระในการซื้อตั๋วรถโดยสารจากเมืองบกเปี้ยนไปเมืองเกาะสองให้ฉันได้เที่ยวเวลา 09.00 น. และราคาตั๋วโดยสารคือ 10,000 จ๊าตต่อคน เนื่องจากท่ารถอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมพวกฉันจึงใช้สโลแกน รองเท้าถึงไม่ใช่ผ้าใบ แต่ก็สไตลส์เดินป่า หัวใจถึงถึง และขึ้นหลังด้วยเป้ใบเขื่องไม่หนักไม่เบา เดินลุยไปกันเอง แต่เจ้าของโรงแรมก็ให้คนของเขามาช่วยขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง แต่ฉันยืนยันที่จะเดินไปเอง เพราะยังมีเวลา ประกอบกับจะได้เดินดูวิถีชีวิตชาวบ้านในตอนเช้า ๆ ด้วย คุณลุงคนขับมอเตอร์ไซค์ เลยขับมอเตอร์ไซค์เคียงไปพร้อมกับพวกฉัน เพื่อช่วยนำทางอีกทีหนึ่ง

เมื่อไปถึงท่ารถประจำทางยังพอมีเวลาเหลือ ฉันจึงนั่งสั่งกาแฟและขนมทานเพื่อรองท้อง (ลืมบอกไปว่า กาแฟที่พม่าส่วนมากจะเป็นแบบ ทรีอินวัน หรือ คอฟฟี่มิ๊กซ์ ซึ่งคนกินกาแฟดำอย่างฉันต้องปรับลิ้น ปรับรสของกาแฟเป็นอย่างมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ มีให้กินให้ดื่มยังดีกว่าไม่มีเลย ฉะนั้นเลือกไม่ได้ เค้ามีอะไรก็ต้องกินห้ามมากเรื่อง แต่เมื่อไหร่ที่ฉันเจอร้านกาแฟดำแบบตะวันตก ก็จะสมัครเป็นลูกค้าประจำทันที) เนื่องจากวันนี้การเดินทางจะต้องใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่เพราะถนนหนทางยังไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นเวลาที่ใช้ในการเดินทางจึงมากตามไปด้วย

จากที่เคยบอกไว้เมื่อวานว่า ผู้คนที่นี่เขามีความรู้สึกว่า พวกเขาเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในพม่า ดังนั้นเขาจะรู้สึกดีใจที่เห็นคนไทยมาเที่ยวที่บ้านเมืองของเขา พวกเขามักจะให้การช่วยเหลือพวกเราเป็นอย่างดี และมีญาติของเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่เมืองบกเปี้ยน จะเดินทางไปเมืองเกาะสองในวันเดียวกับที่ฉันเดินทาง ก็ชวนพวกฉันให้โดยสารรถยนต์ไปกับเขา แต่พวกฉันเกรงใจและอยากเดินทางแบบที่ชาวท้องถิ่นเดินทาง เลยปฏิเสธคำชวนของเขาไป แบบว่าอยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบท้องถิ่น (เหตุผลดูดีจนเว่อร์)

สภาพภายในรถโดยสารประจำทางที่วิ่งระหว่างเมืองบกเปี้ยนกับเมืองเกาะสอง

ผู้ร่วมการเดินทางของฉันบนรถโดยสาร ข้างใต้ตระกร้าสีฟ้า ๆ คือ ลังบรรจุปูทะเล ที่วันนี้เป็นหนึ่งในผู้โดยสารรถคนนี้ด้วยเช่นกัน

ทิวทัศน์ข้างทางที่ผ่านหลังเทือกเขานี้ คือหมู่เกาะเมอร์กี่ที่เราอยากไปแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปในทริปนี้

เก็บภาพขณะที่รถโดยสารประจำทางจอดพักให้ทานอาหารกลางวัน

สองข้างทางระหว่างเมืองบกเปี้ยนมาถึงเมืองเกาะสอง ส่วนมากจะเต็มไปได้วยสวนปาล์มและสวนยางพารา

รถโดยสารคันเก่งที่วิ่งระหว่างเมืองบกเปี้ยนและเมืองเกาะสอง

ปล. คำเตือนสำหรับการเลือกที่นั่งรถโดยสารประจำทางในพม่า ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกที่นั่งด้านหน้าสุด เพื่อที่จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่ดีที่สุด และอีกเหตุผลหนึ่งคือ รถโดยสารประจำทางส่วนมากมักจะขนสินค้า ข้าวของสัมภาระต่างๆ ไปส่งหมู่บ้าน หรือร้านค้าตามรายทาง ฉะนั้นด้านหลังหรือด้านใน ๆ จะเต็มไปด้วยกล่อง ถุง ลังสินค้า เต็มไปหมด รถโดยสารคันที่เราโดยสารไปนั้น วันนี้มีออเดอร์พิเศษคือ ปูทะเล คนขับเลยเอาลังปูวางไว้บนพื้นทางเดินรถ และเอาไม้กระดานวางทับด้านบน ตามด้วยผืนผ้าใบ และให้ผู้โดยสารที่ขึ้นมาระหว่างทาง นั่งทับอีกต่อหนึ่ง ฉะนั้นทั้งคันรถ จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นของปูทะเลที่แรก ๆ ก็ยังสดอยู่ แต่พอถึงปลายทางไม่ไกลจากเมืองเกาะสอง ตอนที่เขายกลังปูทะเลลง เราไม่เห็นปูดิ้นเลยซักกะตัว ฉะนั้นคิดเอาเองว่าเจ้าปูเหล่านั้นจะมีสภาพเป็นเช่นไร

เมื่อไปถึงเมืองเกาะสองประมาณเกือบจะ 17.00 นั้นตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะหาที่พักและค้างคืนที่เกาะสองซักหนึ่งคืนก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะเที่ยวในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียงก่อนซักครึ่งวัน เหตุก็เพราะหมายตาเจ้าน้ำตกมะลิวัน (Maliwun Waterfall)ไว้ (หลังจากที่ตัวเมืองเกาะสองนั้นเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เค้าไม่ให้ออกนอกเขตเมืองเกินรัศมี 5 กิโลเมตร แต่ตอนนี้กฏเกณฑ์นั้นเปลี่ยนแล้ว ฉันถามเจ้าหน้าที่บอกว่า ออกไปได้ไม่เกินรัศมี 23 กิโลเมตร) แล้วค่อยข้ามแดนกลับเมืองไทยที่จังหวัดระนอง

ฉันได้สืบหาข้อมูลราคาที่พักที่เกาะสองแล้ว เห็นมีโรงแรม Kaw Thaung Hotel ราคาห้องพักคู่อยู่ที่ 800 บาท แต่เมื่อไปถึงพนักงานบอกว่า ห้องราคา  30 ดอลล่าร์สหรัฐ พอฉันบอกราคาที่ทราบมา เค้าบอกว่า ไม่ได้ไม่มีราคานี้ ฉันเลยไปหาอีกโรงแรมหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณแถวริมท่าเรือข้ามไปประเทศไทย ชื่อโรงแรม Honey Beer Hotel ซึ่งก็เหมือนเดิม ห้องคู่ราคาประมาณ 40-45 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งฉันขอดูสภาพห้องแล้ว รับไม่ได้กับราคาที่พนักงาน่บอก เพราะคิดว่าแพงเกินเหตุ เลยไม่ตกลงพักค้างอ้างแรม

เมื่อดูเวลาและสอบถามกับคนแถวนั้นว่า ด่านชายแดนปิดกี่โมง เขาบอกว่า ยังพอมีเวลา ฉันเลยตัดสินใจที่จะข้ามแดนกลับเข้าประเทศไทย ที่จังหวัดระนอง ซึ่งถือว่า การเดินทางล่องภาคใต้ของประเทศพม่าครั้งนี้จะสิ้นสุดลงที่เมืองเกาะสองแห่งนี้

เมื่อไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่า ฉันก็ยื่นหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ดู ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจวีซ่าเข้าเมืองอยู่นั้น ก็มีคนบอกว่า ฉันต้องเสียเงินอีกคนละ 20 บาท ฉันเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นค่าอะไรบ้าง แต่ได้ยินแว้บ ๆ ว่าเป็นค่าเอกสารใบผ่านแดนและค่าถ่ายเอกสาร  ฉันเลยสวนกลับไปว่า ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารที่พวกคุณว่า เพราะว่าฉันมีวีซ่าเข้าประเทศพม่าอยู่แล้ว ทำไมจะต้องเสียเพิ่มอีก เจ้าหน้าที่เห็นฉันยืนยันเสียงแข็ง ก็เลยไม่เก็บค่าที่ว่านั้น

ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ประทับตราในหนังสือเดินทาง ฉันก็ได้สอบถามข้อมูลเรื่องเวลาทำการของด่านตรวจคนเข้าเมืองว่า เปิด-ปิดกี่โมง เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ด่านฝั่งพม่าเปิดทำการ 06.00-17.30 น. (ข้อควรระวังคือ เวลาที่ประเทศไทยจะเร็วกว่าเวลาประเทศพม่าประมาณ 30 นาที ฉะนั้นให้ตรวจเช็คให้แน่ใจเสียก่อน จะได้ไม่พลาดเมื่อเวลาต้องเดินทางข้ามแดน แต่อยางไรก็ตามตอนที่ฉันมาขึ้นฝั่งที่ด่านเมืองระนอง ฉันยังเห็นชาวพม่านั่งเรือข้ามไปมากันอยู่ เลยไม่แน่ใจว่าด่านปิดกี่โมงกันแน่) เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทางหนังสือเดินทาง ฉันก็โดยสารเรือหางยาวจากเมืองเกาะสองกลับไปยังระนอง ค่าโดยสารอยู่ที่ 50 บาทต่อคน เมื่อเราไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองที่จังหวัดระนอง ก็ต่อสองแถวสีแดงเข้าเมืองระนอง ราคาจะอยู่ที่คนละ 15 บาท แต่ถ้าหลังหกโมงเย็น ราคาจะขึ้นเป็น 20 บาทต่อคน

เมื่อสองเท้าของฉันแตะพื้นแผ่นดินไทย นั่นเป็นเครื่องหมายแสดงว่า การล่องภาคใต้ของพม่า ที่เริ่มต้น ณ เมืองทวาย ไปสิ้นสุดที่เมืองท่าเกาะสอง ครั้งนี้ของฉันถือว่าสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 13 วัน และแวะพักตามเมืองใหญ่ ๆ 5 เมืองได้แก่ เมืองทวาย เมืองเมี๊ยก เมืองทานินธารี่ เมืองบกเปี้ยน และปิดท้ายด้วยเมืองท่าเกาะสอง (แต่ไม่ได้พักค้างคืน)


ภาพรวมของการเดินทางในครั้งนี้


ระยะเวลา: 14 - 26 ธ.ค. 2557


สถานที่: ภาคใต้ของประเทศพม่า ไล่ตั้งแต่เมืองทวาย ลงมา จนถึงเมืองเกาะสอง โดยแวะพักอ้างแรมที่เมืองใหญ่ ๆ และไม่ใหญ่ คือ ทวาย เมี๊ยก ทานินธารี่ บกเปี้ยน และ เกาะสอง

วิธีการเดินทางที่ใช้:  รถโดยสารสาธารณะ เรือโดยสาร และ มอเตอร์ไซค์ กล่าวคือ การเดินทางระหว่างเมืองใช้ รถโดยสารประจำทางท้องถิ่น และ เรือโดยสาร เป็นหลัก ส่วนการเดินทางเที่ยวชมตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียง ใช้วิธีการเช่ามอเตอร์ไซค์ ซึ่งสามารถแจงได้ละเอียดดังนี้
- ตัวเมืองทวายและสถานที่ใกล้เคียง   คือ มอเตอร์ไซค์ ค่าเช่าประมาณวันละ 7,000 - 10,000 จ๊าตต่อคันต่อวัน ค่าน้ำมันถ้าขายตามร้านเล็ก ๆ ที่แบ่งขวดขายจะมีราคาตั้งแต่ขวดละ 500-1,000 จ๊าต แต่ถ้าที่ปั๊มน้ำมันราคาจะอยู่ที่ 750 จ๊าตต่อลิตร
- เมืองทวาย ถึง เมืองเมี๊ยก  คือ รถโดยสารประจำทาง ขึ้นและลงรถที่สถานีขนส่งประจำเมือง ราคาค่าโดยสาร คือ 8,000 จ๊าตต่อคน และวิธีการเดินทางไปยังสถานีขนส่งแต่ละแห่ง จำเป็นจะต้องใช้บริการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งราคาส่วนมากจะอยู่ที่  1,000 จ๊าต หรือ สองแถวซึ่งจะแพงกว่าเล็กน้อยอาจจะเป็น 2,000 จ๊าตต่อคน รถออกจากสถานีขนส่งทวาย เวลา 09.00 น.
-ตัวเมืองเมี๊ยกและบริเวณใกล้เคียง  คือ มอเตอร์ไซค์ ค่าเช่า คือ 8,000 จ๊าตต่อคันต่อวัน ค่าน้ำมันราคาเดียวกับที่เมืองทวายกล่าวคือ มีตั้งแต่ 500 จ๊าต 750 จ๊าต และ  1,000 จ๊าต
-เมืองเมี๊ยก ถึง เมืองทานินธารี่  คือ เรือโดยสาร ที่ท่าเรือซึ่งมีชื่อเป็นภาษาพม่าต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากโรงแรมที่พักไป ราคาคือ  1,000 จ๊าตต่อคน เรือออกจากท่าเวลา 09.00 น.
-เมืองทานินธารี่ถึงเมืองบกเปี้ยน  คือ รถโดยสารประจำทาง ราคาค่าโดยสารคือ 10,000 จ๊าตต่อคน และขึ้นรถที่บริเวณจุดจอดรถเชิงสะพานข้ามแม่น้ำทานินธารี่ รถจะมาถึงบริเวณจุดจอดรถเวลา 00.00 น. หรือเวลา เที่ยงคืน
-เมืองบกเปี้ยนและบริเวณใกล้เคียง  คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (เป็นกรณีเฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ จากหน่วยตรวจคนเข้าเมืองท้องถิ่น) ราคาอยู่ที่ 5,000 จ๊าตต่อคน (ครึ่งวัน)
-เมืองบกเปี้ยน ถึง เกาะสอง คือ รถโดยสารประจำทาง ราคาค่าโดยสาร คือ 10,000 จ๊าตต่อคน ขึ้นรถที่สถานีขนส่งบกเปี้ยน รถออกจากสถานีเวลา 09.00 น.
-เมืองเกาะสอง ถึง ระนอง คือ รถโดยสาร ขึ้นที่บริเวณตลาดริมหาดของเกาะสอง ราคาคือ 50 บาทต่อคน

สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพม่า  ในเมืองใหญ่ ๆ จะมีที่พักให้เลือกหลากหลายระดับ ทั้ง โรงแรม เกสต์เฮ้าส์ แต่ถ้าเป็นเมืองเล็ก ๆ ส่วนมากจะเป็นเกสต์เฮ้าส์ และจะมีเพียงแห่งเดียวต่อเมืองเท่านั้น เช่น
- เมืองทวาย   มีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์
- เมืองเมี๊ยก  มีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์
- เมืองทานินธารี่ มีเกสต์เฮ้าส์แห่งเดียว
-เมืองบกเปี้ยน มีเกสต์เฮ้าส์แห่งเดียว
-เมืองเกาะสอง มีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์

นอกจากที่พักดังที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว แต่ละเมืองยังมี ร้านกาแฟ ร้านน้ำชา ร้านอาหารพม่า และแผงขายหลากหลายประเภทให้เลือกซื้อ เลือกรับประทานได้ และเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมืองทวาย เมืองเมี๊ยกก็ยังมีร้านอินเตอร์เน็ตให้บริการอีกด้วย





เที่ยวเกาะฟลอเรสและเกาะซุมบาวา อินโดนีเซีย (ต่อด้วยซุมบาวา) : Flores and Sumbawa Islands (Sumbawa)

เกาะซุมบาวา (Sumbawa (Island) วันที่สิบห้า "ลาก่อนฟลอเรส และ สวัสดีซุมบาวา" : The 15th day " Bye bye Flores and Hel...