วันที่สิบห้า "ลาก่อนฟลอเรส และ สวัสดีซุมบาวา" : The 15th day " Bye bye Flores and Hello Sumbawa"
เมื่อวานฉันได้สอบถามตารางเดินเรือเฟอร์รี่ที่วิ่งจากลาบวนบาโจไปยังเมืองซาเป (Sape) ของเกาะซุมบาวา (Sumbawa Island) ได้ความว่า จะมีเรือออกทุกวันช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00น. และผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วล่วงหน้า แต่ให้มาซื้อก่อนเวลารถออกซักประมาณหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นฉันเลยมาแต่เช้าถือโอกาสหาอาหารเช้าอร่อยๆรองท้องตามร้านรวงที่ตั้่งอยู่เรียงรายบริเวณท่าเรือแห่งนี้ด้วย ส่วนราคาตั๋วนั้นคือ 53,000 รูเปียสำหรับผู้ใหญ่ และ 35,000 รูเปียสำหรับเด็ก เมื่อได้ตั๋วแล้วฉันก็ไม่รอช้ารีบเดินไปที่เรือทันที พราะที่นี่ใช้สูตรว่า ใครมาก่อนได้ที่นั่งก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน ฉันเลยรีบขึ้นไปเอาของเก็บและจองที่นั่งเลย โอ๊ะแม่เจ้า.....ผู้คนมาจากไหนกันรึเนี่ย นั่ง นอน และยืนกันอยู่เต็มพื้นที่ไปหมดขนาดฉันขึ้นมาเร็วแล้วนะ ที่นั่งยังไม่ค่อยมีเลย กว่าจะได้ที่นั่งก็ต้องเดินหาเดินถามว่า ที่นั่งตรงนี้มีคนจองหรือยัง คุณรู้ไหมว่าตามตารางเวลาเขียนไว้ว่า เรือออกจากท่าประมาณ 09.00น. ชัดเจน แต่ทว่าพี่เฟอร์รี่ลำใหญ่ ๆลำนี้กว่าจะถอนสมอเรือออกจากท่าได้เวลาก็ปาเข้าไป 10.30 แล้วหละ งานนี้คำว่า ตรงเวลา ลืมไปได้เลย
เกาะซุมบาวา (Sumbawa (Island) อยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก (West Nusa Tenggara) จังหวัดเดียวกับเกาะบาหลีกับลอมบ็อค และอยู่ในหมู่เกาะในทะเลซุนดาน้อย (Lesser Sunda Islands) มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับเกาะลอมบ็อค ทิศตะวันออกติดกับเกาะฟลอเรส ทิศเหนือติดกับเกาะสุราเวสี และทิศใต้ติดกับเกาะซุมบา (นับเฉพาะที่เป็นเกาะไม่นับอาณาเขตที่เป็นท้องทะเลหรือช่องแคบ ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่า อยู่ช่วงไหน ในทะเล หรือช่องแคบอะไร สามารถเปิดหาข้อมูลเพิ่มเอานะ)
เกาะซุมบาวาเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งหลายว่า เป็นหมู่เกาะที่มีคลื่นลูกใหญ่ ๆ และ หาดทรายสีขาว ถึงแม้ว่าทรัพยากรธรรมชาติของเกาะหรือสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่เกาะแห่งนี้นั้นถือได้ว่ายังมีความสมบูรณ์และความสวยงามของสถานที่อยู่มาก แต่ด้วยความที่เกาะนี้ขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกราคาถูกทั้งหลายที่จำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่เหมือนที่บาหลี ลอมบ็อค หรือฟลอเรสที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายระดับให้เลือก เลยส่งผลให้ที่ซุมบาวาแห่งนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ยกเว้นพวกนักกีฬาโต้คลื่นหรือพวกเซิร์ฟเฟอร์เท่านั้น
ซุมบาวาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 กาบูปาเต็น (Kabupaten) หรือ 4 ตำบล และ 1 เมืองหรือโกตา (Kota) ดังนี้
- ตำบลซุมบาวาบารัต (Sumbawa Barat) หรือตำบลซุมบาวาตะวันตก (West Sumbawa Regency) มีเมืองหลวงของเขต คือ เมืองตะลิวัง (Taliwang)
- ตำบลซุมบาวา (Sumbawa Regency) มีเมืองหลวงของเขต คือเมืองซุมบาวาเบซาร์ (Sumbawa Besar)
- ตำบลดอมปู (Dompu Regency) มีเมืองหลวงของเขต คือเมืองดอมปู (Dompu)
- ตำบลบิมา (Bima Regency) มีเมืองหลวงของเขต คือเมืองโวฮา (Woha)
- เมืองบิมา (Bima City) มีเมืองหลวงของเขต คือเมืองบิมา (Bima)
ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะซุมบาวานับถือศาสนาอิสลาม และมีภาษาพูดของท้องถิ่นคือภาษาซุมบาวา (Bahasa Sumbawa) ภาษาในตระกูลภาษามาลาโย-โพลีนีเซียน ซึ่งเป็นภาษาของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทางทิศตะวันตกของเกาะ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาซาสัก (Sasak) ของชาวลอมบ็อค ส่วนทางฝั่งตะวันออกของเกาะนั้นภาษาถิ่นคือภาษาบิมา (Bahasa Bima) ภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียน อย่างไรก็ตามภาษาราชการของที่นี่ก็คือ ภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia)
และที่เกาะซุมบาวาแห่งนี้นี่เองที่มีเหตุการณ์ภูเขาระเบิด (จริงๆ ที่อินโดนีเซียก็มีเหตุภูเขาไฟระเบิดอยู่หลายต่อหลายครั้งดังที่เราทราบ ๆ กันอยู่) ครั้งที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ก็คือ การระเบิดของภูเขาไฟทัมโบร่า (Tambora Mount) ที่เกิดระเบิดอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.1815 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่รุนแรงที่สุดในโลกที่ได้มีการจดบันทึกไว้ การระเบิดครั้งนี้สามารถได้ยินไปไกลจนถึงเกาะสุมาตรา หรือสามารถได้ยินเสียงของการระเบิดไกลออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร และสามารถเห็นเถ้าถ่านที่พวยพุ่งออกมาได้ไกลถึงเกาะบอร์เนียว เกาะสุลาเวสี เกาะชวา และเกาะโมลุกกะอีกด้วย การระเบิดครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 71,000 คน และทำให้โลกเกิดภาวะผิดปกติทางสภาพอากาศของโลก สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ปีต่อมาคือปีค.ศ. 1816 เป็นปีที่โลกไม่มีฤดูร้อน หรือที่เรียกว่า "Year without a summer" เลยทีเดียว
เรือโดยสารพาฉันมาถึงเมืองซาเป(Sape)ประมาณ 15.30 น. ใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้นประมาณ 5 ชั่วโมง ฉันวางแผนการเดินทางไว้ว่า เมื่อมาถึงจะพักค้างคืนที่เมือง ซาเป ก่อน จากนั้นก็วันรุ่งขึ้นค่อยไปต่อที่เมืองบิมา (Bima) เมื่อมาถึงซาเป ฉันได้ที่พักที่โรงแรมที่ไม่ไกลจากท่าเรือ จำราคาไม่ค่อยได้แต่ไม่แพงมาก จากนั้นพยายามไปหาเช่ามอเตอร์ไซค์ ถามที่โรงแรมก็ไม่มีให้เช่า เดินไปดูตามร้านรวงก็ไม่มีให้เช่า คนที่นี่บอกว่า ที่ซาเป ไม่มีบริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยากจะเช่าก็เป็นรถยนตร์พร้อมคนขับฉันเลยไม่ตกลง
เมืองซาเป (Sape) เป็นเมืองท่าที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะซุมบาวา นักท่องเทีี่ยวและคนท้องถิ่นมักใช้เมืองนี้เป็นทางผ่าน เพื่อไปขึี้นเรือโดยสารทั้งเรือช้า และเรือเร็วไปยังลาบวน บาโจ หรือบางทีก็ไปเที่ยวที่เกาะโคโมโดด้วยแบบเรือนำเที่ยว
เมืองซาเป (Sape) เป็นเมืองท่าที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะซุมบาวา นักท่องเทีี่ยวและคนท้องถิ่นมักใช้เมืองนี้เป็นทางผ่าน เพื่อไปขึี้นเรือโดยสารทั้งเรือช้า และเรือเร็วไปยังลาบวน บาโจ หรือบางทีก็ไปเที่ยวที่เกาะโคโมโดด้วยแบบเรือนำเที่ยว
![]() |
| เมืองซาเป เกาะซุมบาวา (Sape, Sumbawa Island) |
![]() |
| บ้านเรือนที่อยู่บริเวณใกล้ๆกับท่าเรือ (Houses closed to Sape Harbor) |
![]() |
| บ้านเรือนที่อยู่บริเวณใกล้ๆกับท่าเรือ (Houses closed to Sape Harbor) |
![]() |
| บรรยากาศที่ชุมชนบริเวณท่าเรือซาเปยามอาทิตย์อัสดง (An evening at Sape, closed to the harbor) |
![]() |
| เรือเฟอร์รี่ที่วิ่งระหว่างเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย (Ferries that bridge Indonesian Islands) |
เมื่อหาเช่ามอเตอร์ไซค์เช่าไม่ได้ สิ่งที่ฉันพอจะทำได้คือเดินดูบ้านเรือนไปเรื่อย ๆ เลยเห็นว่าที่นี่มีโรงแรมใหม่อีกหนึ่งโรงแรมที่ท่าทางภายนอกดูสะอาดสะอ้านและกว้างขวาง ลองเข้าไปถามรายละเอียดก็ได้ความว่าที่นีไม่มีห้องว่างถูกจองไว้เต็มหมดแล้วเพราะเป็นวันหยุดยาว ด้วยเหตุที่ซุมบาวามีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และวันที่ฉันขึ้นฝั่งที่ซาเป ซึ่งก็คือวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลถือศีลอดหรือรอมฎอนของชาวมุสลิม ดังนั้นตั้งแต่เย็นนี้เป็นต้นไปจะมีการเฉลิมฉลองของผู้คน และพรุ่งนี้พวกรถโดยสารจะหยุดวิ่งเอาหละซิ ทำงัยดีฉันช่างเลือกวันมาเที่ยวได้เหมาะเหลือเกิน แล้วฉันจะสามารถเดินทางตามแผนที่วางไว้ได้หรือเปล่าเนี่ย ฉันเลยสอบถามผู้คนหลาย ๆ คน บางคนก็บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดไม่มีรถโดยสารหรอก แต่บางคนก็บอกว่า มีรถโดยสารวิ่งอยู่แต่อาจช้าและสายกว่าปกติ ฉันเลยไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ เลยบอกกับตัวเองว่า พรุ่งนี้ยังงัยต้องไปต่อที่เมืองที่ใหญ่กว่านี้ คือ เมืองบิมา เผื่อจะมีอะไรให้ทำ ให้เช่าบ้าง
วันที่สิบหก "มุ่งหน้าสู่เมืองบิมา" : The 16th day "Heading to Bima"
วันนี้ถือเป็นวันที่สำคัญของผู้คนบนเกาะซุมบาวา คือวันนี้เป็น ฮารีรายอ หรือ อิดิ้ลฟิตรี (Eid al-Fitr) ถือเป็นเทศกาลตรุษของชาวมุสลิมที่ผู้คนจะมีวันหยุดพักผ่อนยาวประมาณ 5-7 วันเลยทีเดียว (วันที่ฉันอยู่ที่บิมาวันนี้คือวันที่ 6/07/2016) ฉันตื่นแต่เช้าเพื่อจะจับรถต่อไปยังเมืองบิมา อย่างที่บอกว่าเป็นวันหยุด ทำให้ไม่ค่อยมีรถหรือผู้คนตามถนนหนทางเท่าไหร่ โดยเฉพาะในช่วงเช้า ๆ แบบนี้ ฉันเดินโบกรถถามทางไปเรื่อย ๆ ว่า สถานีขนส่งของเมืองซาเปอยู่ตรงไหน ฉันจะไปนั่งรถเพื่อไปบิมา ระหว่างเดินถามก็มีชายผู้หนึ่งจอดรถถามว่าเธอจะไปไหน พออธิบายให้ฟังเค้าบอกว่าฉันว่างจะไปส่งถึงเมืองบิมาได้ และคิดราคา 500,000 รูเปีย แต่ฉันฟังผิดคิดว่าเป็น 50,000 เลยตอบตกลงและขนของขึ้นรถเขามา
นั่งมาซักพักก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่ออ้อมหมู่บ้าน เพราะว่ามีการปิดถนนด้วยมีผู้คนจำนวนมากไปสวดมนต์ที่มัสยิดและกำลังเดินออกมาตามท้องถนนทำให้รถผ่านลำบาก เขาเลยกั้นถนน ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็นั่งไปกับคนขับเรื่อย ๆ ต่อไปซักพักชักเอะใจเรื่องราคา เลยย้อนถามคนขับใหม่ ว่าเท่าไหร่ พอได้ยินเท่านั้นแหละ บอกว่าฉันไม่ไปแล้ว ส่งฉันลงที่สถานีขนส่งเถอะ ราคามันแพงเกินไปฉันไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก และเขาเลยพาฉันขับวนไปที่ขนส่ง ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่หลายๆคนได้บอกว่าสถานีขนส่งวันนี้ไม่มีอะไรเลยแม้แต่เงาของรถหรือผู้คนก็ไม่มี ที่เห็นคือมีแต่ความเงียบที่เงียบยิ่งกว่าป่าช้าซะอีก คนขับเลยหันมาถามฉันว่าเธอจะให้ฉันเท่าไหร่ฉันจะขับไปส่งพวกเธอที่บิมาเอง ต่อรองไปต่อรองมาได้ราคาที่ 150,000 รูเปีย และประมาณหนึ่งชั่วโมงถัดมาเขาก็พาพวกฉันมาส่งที่หน้าโรงแรมลัมบิตู (Hetel Lambitu) ที่เมืองบิมา เลยตัดสินใจพักที่นี่หนึ่งคืนก่อน จ่ายค่าที่พักไป 160,000 รูเปียรวมอาหารเช้า
เก็บข้าวของเข้าห้องพัก และเดินออกไปสำรวจเมือง วัตถุประสงค์หลักคือ หาที่เช่ามอเตอร์ไซค์เพราะถามกับทางโรงแรมแล้ว ที่นี่ไม่มีบริการให้เช่า โชคไม่เข้าข้างจริง ๆ ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดหมด เนื่องด้วยเป็นวันหยุดยาวอย่างที่บอก แม้แต่ของกินนั้น ร้านอาหารก็แทบจะไม่มี เลยได้อาศัยรถเข็นหน้าโรงแรมที่เข็นขายสะเต๊ะประทังความหิวไปก่อน
เมืองบิมา (Bima) เป็นเมืองที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะซุมบาวา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ประมาณ 97% นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือก็จะมีทั้งศาสนาคริสตร์นิกายแคธอลิค ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธประปราย ที่นี่มีสถานน่าสนใจอยู่สองสามแห่งคือ วังเก่าของสุลต่าน ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ หลุมฝังศพของสุลต่านและตลาด แต่เนื่องจากเป็นหยุดทุกคนคงเดากันได้ว่าครึกครื้นหรือเงียบเหงาอย่างไร
ตอนที่ยังมาไม่ถึงบิมา ฉันตั้งใจว่าจะพักที่นี่ซักสองคืนแล้วหาเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปชมหมู่บ้านและสถานที่รอบๆ เมือง แต่เมื่อมาถึงแล้วเห็นว่า คืนเดียวก็พอแล้ว ไปต่อที่เมืองอื่นเถอะเผื่อจะมีอะไร โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ให้เช่าได้บ้าง ฉะนั้นหนึ่งคืนในบิมาในช่วงวันหยุดยาวของผู้คนที่นี่ก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว
![]() |
| ถนนจากซาเปสู่บิมา (Road from Sape to Bima) |
วันที่สิบเจ็ด "จากบิมา สู่ซุมบาวาเบซาร์" : The 17th day "From Bima to Sumbawa Besar"
วันนี้นั่งรถโดยสารจากสถานีขนส่งบิมาไปยังเมืองซุมบาวาเบซาร์ (Sumbawa Besar) เมืองหลวงของเขตปกครองซุมบาวาบารัตหรือซุมบาวาตะวันตก ที่เมืองนี้มีคำขวัญหรือสโลแกนของเมืองว่า B E S A R ซึ่ง B ย่อมาจากคำว่า เบอร์ซี(Bersih) แปลว่า ความสะอาด(Clean) E ย่อมาจาก เอล็อค(Elok) แปลว่า สวยงาม(Beautiful) S ย่อมาจาก เซฮัต(Sehat) แปลว่า สุขภาพดี(Healthy) A ย่อมาจาก อะมาน (Amman) แปลว่า ปลอดภัย(Safe) และ R ย่อมาจาก ราปิ(Rapi) แปลว่า ความเรียบร้อย(Tidy) การตั้งสโลแกนของเมืองเช่นนี้ เห็นเขาบอกกันว่าเป็นเทรนด์ที่ิินิยมของเมืองต่างๆในประเทศอินโดนีเซียด้วยนะ
ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจสองสามแห่ง อาทิ ดาลัม โลกา (Dalam Loka) พระราชวังของอดีตสุลต่าน บาลาย กุนิง (Balai Kuning) บ้านสีเหลืองซึ่งเป็นของขวัญที่ชาวดัทช์มอบให้กับอดีตสุลต่านและในปัจจุบันกลายมาเป็นที่พำนักของลูกหลานสุลต่านที่ยังเหลืออยู่ และตลาดปาซาร์ ซิกะเต็ง (Pasar Syketeng) เป็นต้น แต่ฉันไม่ได้ไปไหนเลยเดินเล่นอยู่แค่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่านั้นเอง
ฉันพักที่โรงแรมซูจี (Suci Hotel) ห้องพักค่อนข้างกวางขวางและสะอาดสะอ้าน ประกอบกับฉันขี้เกียจเดินหาที่พักให้เสียเวลา เลยตกลงปลงใจกับที่นี่ และพอถามเรื่องเช่ามอเตอร์ไซค์ คำตอบที่ได้ก็คือเหมือนกับที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา คือ ไม่มี ดังนั้นแผนการของฉันก็คือ พรุ่งนี้ออกจากซุมบาวาเบซาร์ เพื่อไปต่อแถว ๆเมืองมาลุคที่เป็นที่รู้จักในหมู่ของนักเล่นกีฬาโต้คลื่นชาวออสเตรเลีย ด้วยความหวังที่ว่าอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง และหวังว่าจะหาเช่ามอเตอร์ไซค์ได้ด้วย หรือว่างานนี้ได้แต่ฝัน ฝันไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ต้องเสี่ยงดวงต่อไป
![]() |
| สตรีทอาร์ต ที่ซุมบาวาเบซาร์ (Street art at Sumbawa Besar) |
![]() |
| สตรีทอาร์ต ที่ซุมบาวาเบซาร์ (Street art at Sumbawa Besar) |
![]() |
| สตรีทอาร์ต ที่ซุมบาวาเบซาร์ (Street art at Sumbawa Besar) |
วันที่สิบแปด "เผ่นเข้ามาลุค" : The 18th day "Let's leap into Maluk"
เช้านี้ตื่นมาก็รีบเก็บข้าวเก็บของออกจากโรงแรมเพื่อไปสถานีขนส่งจับรถต่อไปยังเมืองมาลุค เมื่องที่คาดหวังว่าอาจจะเจออะไรใหม่ ๆ น่าสนใจ และที่สำคัญคาดว่าจะหามอเตอร์ไซค์เช่าได้ไม่ยากนัก ว่าแล้วก็จับโอเจ็กหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่ขนส่ง และเมื่อไปถึงก็เจอรถโดยสารที่กำลังจะออกจากท่า บอกที่หมายว่า โมลุค คนขับก็บอกว่า ไปไป ขึ้นเลย (เดาเอาจากภาษาท่าทางที่เขาใช้) เลยรีบขนของขึ้นและจ่ายเงินค่าโดยสารคนละ 35,000 รูเปีย นั่งไปซักพักคนขับเรียกว่า เธอ ๆ ลงไปต่อรถคันหน้า คันนั้นเค้าจะไปมาลุค ฉันก็เลยงงว่า อ้าวแล้วเธอไม่ไปหรืองัย ไล่ฉันลงแบบนี้ เค้าก็บอกว่า มาลุค มาลุค และชี้มือไปที่รถอีกคัน และส่ายหน้าส่ายหัวแบบไม่เอาไม่ไปมาที่ตัวเขาเอง เฮ้อ....ไฉนเป็นแบบนี้ไปได้ เอาวะ ลงก็ลง ถึงคุยต่อก็คงไม่รู้เรื่องแล้วพาลจะทำให้พลาดรถอีกคันอีกต่างหาก เอ้าพวกเรารีบลากเป้ลงมาอย่างด่วนเร่ง โชคดีที่เด็กรถคันที่นั่งมาก่อนช่วยพาไปขึ้นรถคันใหม่และบอกกับคนขับให้จอดรถพวกฉันขึ้นรถให้เสร็จหาที่นั่งเรียบร้อยก่อน กลายเป็นว่าฉันต้องเปลี่ยนรถมาขึ้นอีกคันและเสียค่าโดยสารใหม่อีกคนละ 30,000 รูเปีย นั่งงงอยู่จนมาถึงมาลุค คนขับก็พาไปจอดหน้าโรงแรม และเชิญลงเนื่องด้วยถึงที่หมายแล้วไม่ใช่เชิญลงเพราะต้องต่อคันหน้าแต่อย่างใดครานี้
เมืองมาลุค (Maluk) เป็นเมืองชายหาดที่อยู่ทางทิศใต้ค่อนไปทางตะวันตกของเกาะซุมบาวา และอยู่ในเขตการปกครองของซุมบาวาบารัต ตั้งอยู่ห่างจากเมืองตะลิวัง (Taliwang) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตประมาณ 30 กิโลเมตร ที่นี่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของหาดทรายขาวสะอาด คลื่นลูกโตๆสูงๆ จนเป็นที่รู้จักกันอย่ากว้างขวางในหมู่นักเล่นกีฬาโต้คลื่นทั้งหลาย ว่าที่มาลุคนี้เป็นหนึ่งจุดหรือหนึ่งสป็อตที่มีคลื่นที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับกีฬาประเภทนี้ที่เรียกกันว่า เกลียวคลื่นซุปเปอร์ซัค (Supersuck) ถ้าถามว่าเจ้าคำคำนี้หมายถึงอะไรก็คงต้องตอบว่าไม่ทราบจริง ๆ รู้แต่ว่าเป็นลักษณะคลื่นลูกโตยาวม้วนที่นักโต้คลื่นทั้งหลายชอบ ส่วนอีกสถานที่หรือชื่อที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอีกอันหนึ่งของมาลุค คือเหมืองแร่ทองคำใหญ่ที่ชื่อ บาตู ฮิเจา (Batu Hijau copper-gold mine) ซึ่งเหมืองแร่แห่งนี้ในอดีตเคยสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับผู้คนในท้องถิ่นมากพอสมควร ดังที่ฉันก็แปลกใจว่าทำไมถึงมีโรงแรมหลายแห่งในมาลุค ชาวบ้านที่นี่ก็บอกว่าเมื่อก่อนคนที่ทำงานเหมืองมักจะมาเช่าพักอยู่ แต่ปัจจุบันนี้เนื่องด้วยอยู่ในช่วงปลายของเหมืองและตัวเหมืองเองก็ได้รับการร้องเรียนและมีปัญหาคาราคาซังเกี่ยวกับว่าเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ฉันเองก็ไม่ได้สอบถามหรือหาข้อมูลในเชิงลึกมากนักเลยไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ได้ ต้องขอโทษผู้ที่สนใจในเรื่องนี้ด้วยนะ
รถคันที่นั่งมาพาฉันมาส่งที่หน้าโรงแรมมาลุค รีสอร์ท (Maluk Resort) ซึ่งระหว่างทางคนขับก็ถามว่าเธอจะไปโรงแรมไหน ว่าแล้วก็เลยต้องเปิดหนังสือและข้อมูลที่นำติดตัวมา ลิสต์ชื่อโรงแรมไว้สองชื่อแต่เผอิญว่านั่งรถผ่านโรงแรมแรกแล้วเห็นสภาพรกร้างและไม่มีใครอยู่เลยสงสัยจะปิดทำการ (อันนี้ก็เดาเอาเองอีกเช่นเคย เป็นประเภทชอบคิดเองคิดแทนคนอื่น) เลยเหลืออันสุดท้ายคือ มาลุครีสอร์ท เลยบอกคนขับว่าพาฉันไปที่นี่แล้วกัน เข้าไปสอบถามเจอผู้หญิงคนหนึ่่งที่แผนกต้อนรับ สอบถามราคาและขอดูสภาพห้องที่เป็นห้องค่อนข้างกว้างและสะอาดสะอ้านดี เลยตกลงใจเลือกพักที่นี่ คือแบบว่า เหนื่อยที่จะหาโรงแรมแล้วหละ อะไรก็ได้ขอให้สะอาดก็พอแล้ว ราคาห้องอยู่ที่คืนละ 225,000 รูเปียรวมอาหารเช้า
![]() |
| มาลุครีสอร์ท (Maluk Resort) |
![]() |
| มาลุครีสอร์ท (Maluk Resort) |
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนเดิมก็ช่วยเป็นธุระจัดหามอเตอร์ไซค์ให้ ด้วยการโทรศัพท์เรียกเพื่อนของเธอที่เปิดร้านบริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว (Tourist Information) ให้มาคุยรายละเอียด และเขาผู้นี้แหละที่เป็นพระเอกช่วยหามอเตอร์ไซค์ให้จนได้ เรียกได้ว่าใช้กำลังภายในกันสุดฤทธิ์ สุดท้ายก็ได้มอเตอร์ไซค์คันเก่าๆแต่วิ่งได้มาหนึ่งคัน ซึ่งกว่าจะได้ก็ตกมืดแล้ว ฉันเลยตกลงเช่าและคิดว่าวันที่เหลือบนเกาะซุมบาวาจะไม่ไปไหนแล้ว คงจะอยู่เที่ยวรอบๆ เมืองมาลุคนี่แหละ จ่ายค่าเช่าที่ราคา 70,000 รูเปียต่อวัน และจ่ายเงินค่าโรงแรมเพิ่มอีกสองคืนด้วย
![]() |
| หาดมาลุค (Maluk Beach) |
![]() |
| หาดมาลุค (Maluk Beach) |
![]() |
| หาดมาลุค (Maluk Beach) |
![]() |
| หาดมาลุค (Maluk Beach) |
วันที่สิบเก้า "ตะลอนทัวร์มาลุคและบริเวณใกล้เคียง" : The 19th day "Sight-seeing in Maluk and its neighborhood"
วันนี้เป็นวันแรกบนเกาะซุมบาวาที่ตื่นมาแล้วไม่ต้องย้ายโรงแรมหรือย้ายเมืองหนีความเงียบ (ฮาฮ่าฮ่า ๆ ปกติผู้คนมักจะวิ่งเข้าหาความเงียบ แต่ฉัน ณ เวลานี้ขอก่อน ขอหนีความเงียบไปซักพักก่อนนะ) เลยขออ้อยอิ่งเชื่องช้างซักกะหน่อย นั่งทานอาหารเช้าแบบง่ายๆที่โรงแรมจัดไว้ให้ นั่งคุยกะเจ้าหน้าที่แต่ไม่ใช่คนเดิมเป็นชายวัยกลางคน เลยถามว่าคนเมื่อวานไปไหนผู้หญิงนะ เขาบอกว่าเขาทำงานกะกลางคืน ส่วนผู้หญิงทำแค่ช่วงกลางวัน ถึงแม้จะไม่ได้คุยภาษาเดียวกันแต่เราก็สื่อสารด้วยภาษามือและท่าทางเอาก็ทำให้สื่อสารกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็ออกรสออกชาดได้ดีทีเดียว
ได้มอเตอร์ไซค์เรียบร้อย เช็คน้ำมัน อ้าวมีเหลืออยู่ติดถึงนิดเดียว แต่ไม่เป็นไรขับไปใกล้ๆ ไม่ถึงร้อยเมตรที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ เค้ามีน้ำมันใส่ขวดวางขาย เลยจัดการซะเต็มถัง จากนั้นก็ขับไปเรื่อย ๆ เลียบชายหาดไป สองข้างทางเห็นป้ายโรงแรมที่พักเต็มหมด คนที่นี่บอกว่าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่นิยมมาเล่นกีฬาโต้คลื่นแถว ๆ นี้เพราะอย่างที่บอกว่าที่นี่เป็นแหล่งโต้คลื่นชั้นยอดแบบพวกคลื่นซุปเปอร์ซัคทั้งหลาย
ฉันขับมอเตอร์ไซค์ไล่เลาะตามถนนเลียบชายหาดของมาลุคขึ้นไปทางใต้ไปเรื่อยๆ ผ่านทางแยกของเมืองซะกงกัง (Sekongkang) ไปอีกประมาณสองกิโลเมตรก็จะถึงหาดรันตุง (Rantung Beach) เรื่อย ๆไปจนถึงหาดทรอปิคอล (Tropical Beach) และหาดลาวาร์ (Pantai Lawar) จนเย็นก็กลับเข้ามาที่โรงแรมและหาอาหารเย็นทานแถวบริเวณชายหาดของโมลุค
![]() |
| หาดรันตุง (Rantung Beach) |
![]() |
| หาดรันตุง (Rantung Beach) |
![]() |
| ใกล้ๆกับหาดทรอปิคอล (A house closed to Tropical Beach) |
![]() |
| หาดทรอปิคอล (Tropical Beach) |
![]() |
| หาดทรอปิคอล (Tropical Beach) |
![]() |
| หาดทรอปิคอล (Tropical Beach) |
![]() |
| สนามบินเล็ก ๆที่มาลุค (Maluk Aerodrome) |
![]() |
| ดอกรักที่ขึ้นริมหาดพบเห็นทั่วไปในเกาะซุมบาวา (Crown Flower found everywhere closed to beaches in Sumbawa Island) |
เห็นรูปดอกรักที่ขึ้นอยู่ดาษเดื่อนที่เกาะซุมบาวาแล้ว ทำให้คิดถึงว่าวันครูสมัยเป็นนักเรียนละอ่อนอยู่ ทุกๆปีวันครูต้องหาดอกรักทั้งซื้อ ทั้งเก็บ หายากหาเย็นแท้ แต่ที่นี่ที่ซุมบาวามีอยู่เต็มไปหมด ชาวบ้านก็ไม่ได้สนในจะเก็บมาทำอะไรปล่อยให้แห้งให้เหี่ยวตายคาต้นไปนั่นแหละ คิดถึงราคาและความลำบากในการหาเจ้าดอกรักแล้วแอบเศร้าปนน้ำตาตกในเล็กน้อย นี่ถ้าอยู่ใกล้บ้านนะจะรีบแว้บออกมาเก็บเลย เอาเป็นว่างวดหน้าใกล้วันครูใครอยากได้ดอกรักไปจัดพานพุ่มถ้าไม่เหนื่อยมากและคิดว่าระยะทางไม่ไกลจนเกินไป ก็มาเก็บเอาแถวเกาะซุมบาวานะ เปลี่ยนบรรยากาศจากตลาดดอกไม้ และปากคลองตลาดบ้านเราบ้างก็ได้ไม่ว่ากันแล้วแต่ความชอบ (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านย่อหน้าดังกล่าวด้วยหละ ^^O^^O^^)
![]() |
| หาดลาวาร์หรือปันตายลาวาร์ (Pantai Lawar) |
![]() |
| หาดลาวาร์หรือปันตายลาวาร์ (Pantai Lawar) |
![]() |
| หาดลาวาร์หรือปันตายลาวาร์ (Pantai Lawar) |
หลังจากกลับเข้าโรงแรมอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย ฉันลองเดินจากโรงแรมไปยังบริษัทขายตั๋วรถตั๋วเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก (คงไม่ใช่ น่าจะเป็นข้ามเกาะซะมากกว่า) จากซุมบาวาไปลอมบ็อค เพื่อสอบถามรายละเอียดและราคา เพราะว่าวันมะรืนฉันต้องกลับแล้ว ซึ่งคนที่ให้เช่ามอเตอร์บอกเส้นทางฉันไว้แล้ว ฉันเลยลองเดินจากที่โรงแรมไปดู เพื่อต้องการรู้ว่าใช้ระยะเวลาเท่าไหร่จากโรงแรมไปยังบริษัทรถจะได้กะเวลาได้ถูกถึงวันที่ออกเดินทาง เพราะวันนั้นคงจะไม่มีมอเตอร์ไซค์ฉะนั้นรอบคอบไว้ก่อน
บริษัทที่ว่าคือดัมรี (Damri) ไปสอบถามเขาบอกว่ามีรถโดยสารจากที่นี่คือมาลุคไปถึงเมืองมะตะรัม (Mataram) ที่เป็นเมืองหลวงของเกาะลอมบ็อค ทั้งรถและเรือพร้อมกันในราคาคนละ 90,000 รูเปีย ว่าแล้วก็จ่ายตังค์และเก็บบิลมาไว้เปลี่ยนเป็นตั๋วเมื่อวันเดินทาง เป็นอันว่าภาระกิจในการเดินทางกลับของฉันเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่มาขึ้นรถเมื่อถึงวันเดินทางเท่านั้น จากนั้นเลยเดินกลับไปกินอาหารเย็นที่ร้านประจำบริเวณหาดเช่นเคย นั่นก็คือ นาซี อะยัม โกเร็ง (Nasi Ayum Koreng) ข้าวผัดไก่นั่นเอง
วันที่ยี่สิบ "เล่นน้ำที่ปันตาย เจเล็งหง่า" : The 20th day "Swimming at Pantai Jelenga"
วันนี้ขับมอเตอร์คันเก่งเก่านิดหน่อยมุ่งหน้าขึ้นเหนือของเมืองมาลุค (เมื่อวานก็ขับลงใต้แล้ว) เป้าหมายอยู่ที่เมืองเจเรเวะห์ (Jereweh) ที่อยู่ห่างจากเมืองมาลุคไปทางเหนือประมาณ 19 กิโลเมตรฉะนั้นขับไปเรื่อย ๆ ไม่ไกลแต่ขอเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนที่ร้านซุปเปอร์ที่เดิมใกล้กับโรงแรม
เมืองเจเรเวะห์ (Jereweh) เป็นเมืองเล็กๆทีอยู่ในเขตซุมบาวาบารัตและอยู่ห่างจากเมืองตะลิวังเมืองหลวงของเขตมาทางใต้ประมาณ 11 กิโลเมตร ที่นี่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกสิกรรมและเลี้ยงสัตว์ (แพะซะมากกว่าสัตว์อื่น) นับถือศาสนาอิสลาม จากเจเรเวะห์ฉันเลี้ยวซ้าย (ถ้ามาจากมาลุค) เข้าไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตรก็จะถึงหมู่บ้านเล็ก ๆติดหาดที่ชื่อ ปันตายเจเล็งหง่า (Pantai Jelenga) ที่เป็นหาดทรายละเอียดสีขาวรายล้อมด้วยทุ่งนาและอีกอย่างเจ้าประจำคือต้นดอกรักที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆเต็มไปหมด ที่หาดนี้ขึ่นชื่อลือชาในเรื่องคลื่นสำหรับการโต้คลื่นที่เป็นที่รู้จักในชื่อของหาดที่มีคลื่นแบบสการ์รีฟ (Scar Reef) หากวันไหนอากาศดีฟ้าเปิด จากหาดเจเล็งหง่านี้เราสามารถเห็นภูเขาไฟรินจานี (Gunung Rinjani)บนเกาะลอมบ็อค และภูเขาไฟอากุง (Gunung Agung) ที่บาหลีได้ด้วยนะ
ที่นี่มีร้านขายของร้านขายอาหารเล็ก ๆ บังกะโลที่เปิดเป็นร้านอาหาร และพ่อค้าไอติมอีกต่างหาก แถมมาถึงฉันก็ต้องแปลกใจว่าทำไมคนแยะจังทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียและต่างชาติด้วย โดยเฉพาะคนท้องถิ่นมากันเป็นครอบครัวเลย นั่งปูเสื่อริมหาดปิคนิคกันเหมือนบ้านเราก็ไม่ปาน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นส่วนใหญหอบหิ้วกระดานโต้คลื่นติดตัวมาด้วย ฉะนั้นไม่ต้องถามคงมาเล่นกับเจ้าคลื่นแบบสการ์รีฟเป็นแน่แท้
เลือกมุมดีๆไม่ร้อนนั่งเล่นอยู่ริมหาดก็ได้เพื่อนใหม่มากมาย ได้พูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน พวกเขาบอกว่ามาเป็นครอบครัวเพราะว่าญาติพี่น้องมาจากเกาะชวาเลยพากันมาเที่ยวมาปิคนิค เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอ หรือ อิดิ้ลฟิตรี (Eid al-Fitr)กับครอบครัว มิน่าเล่าผู้คนถึงได้คึกคักมากมายเช่นนี้ ต่างจากที่อื่นๆที่ฉันไปเลย ผู้คนออกมาพักผ่อนมาเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆทั้งหลายนี่เอง
เพื่อนใหม่กลุ่มนี้มีคนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เลยคุยกันถูกคอและได้รับคำแนะนำว่าที่เจเรเวะห์ นอกจากจะมีหาดเจเล็งหง่านี้แล้ว ยังมีน้ำตกหรือแอร์เตอร์จุน (aIr terjun) อีกแห่งหนึ่งที่ชื่อให้ลองไปเที่ยวดู ฉันก็กะว่าจะลองไปดูเหมือนกัน สุดท้ายแล้วมัวแต่นั่งเล่น นอนอ่านหนังสือ เล่นน้ำจนเพลินที่นี่ เลยอดไปเลย เพราะว่าก่อนเพื่อนใหม่จะกลับบ้าน ได้นัดแนะกับฉันว่า เราจะไปทานกาแฟและของว่างที่บ้านของเธอตอนที่ฉันกลับออกมาจากหาดนั่นเอง ดูเวลาแล้วคงไม่สามารถไปที่น้ำตกได้ เลยขับรถไปทานกาแฟและของว่างบ้านเพื่อนใหม่เจ้าถิ่นแทน แล้วค่อยกลับเข้ามาลุค คืนรถคืนราเป็นอันหมดวันพอดี
![]() |
| กุนุงรินจานี บนเกาะลอมบ็อคมองเห็นได้จากปันตายเจเล็งหง่า (Gunung Rinjani, Lombok viewed from Pantai Jelenga) |
![]() |
| ปันตายเจเล็งหง่า (Pantai Jelenga) |
![]() |
| ปันตายเจเล็งหง่า (Pantai Jelenga) |
![]() |
| ปันตายเจเล็งหง่า (Pantai Jelenga) |
![]() |
| ปันตายเจเล็งหง่า (Pantai Jelenga) |
วันที่ยี่สิบเอ็ด "ลาก่อนซุมบาวา" : The 21st day "Time to say <<Goodbye Sumbawa>>"
วันนี้เป็นวันที่ต้องนั่งรถ ลงเรือ นั่งรถ และลงเรือทั้งวัน เพราะว่าฉันต้องเดินทางกลับแล้ว เส้นเลือกทางที่ต้องใช้เดินทางวันนี้คือ นั่งรถโดยสารจากมาลุค ไปลงเรือเฟอร์รี่ที่เมืองโปโต ตาโนบนเกาะซุมบาวา เพื่อไปยังเมืองลาบูฮันที่เกาะลอมบ็อค จากนั้นก็กลับขึ้นบนรถคันเดิม เพื่อต่อไปยังเมืองมะตะรัม เมืองหลวงของลอมบ็อค จากที่นี่ก็เหมาแท๊กซี่ไปลงเรือที่เล็มบาร์ของลอมบ๊อค เพื่อข้ามไปยังเมืองปาดังไบของบาหลี ตั้งแต่เช้ายันค่ำนั่งกันทั้งวัน
มาลุค(Maluk) ⇛ โปโตตาโน(Poto Tano) ⇛ ลาบูฮันลอมบ็อค(Labuhan Lombok) ⇛ มะตะรัม (Mataram) ⇛ เล็มบาร์(Lembar) ⇛ ปาดังไบ (Padang Bai)ที่บาหลี
ฉันเลือกซื้อตั๋วรถเที่ยวที่ออกจากมาลุคเวลา 07.00น. แต่เช่นเคยกว่าจะได้ออกก็ปาเข้าไปเกือบ 08.30น. เพราะมีผู้โดยสารอีกหนึ่งคนที่ยังมาไม่ถึง ให้ตายเถอะรถราที่นี่ไม่เคยตรงเวลาเลยซักกะครั้ง จากที่นีฉันก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มอีก เพราะว่าตั๋วรถนั้นรวมทั้งรถและเรือจนถึงเมืองมะตะรัมของเกาะลอมบ็อค ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะพักค้างอ้างแรมหนึ่งคืนที่นี่ แต่สอบถามรายละเอียดเรื่องเรือข้ามเกาะไปบาหลี ทุกคนบอกว่ายังทันเรืออยู่ เพราะมีเรื่อทุก ๆ สามสิบนาที เลยเหมาแท๊กซี่จากมะตะรัมไปเล็มบาร์ และต่อเฟอร์รี่จากเล็มบาร์เข้าบาหลีที่เมืองท่าปาดังไบ โดยพักค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน
เดินไปหาที่พักที่ตั้งเรียงรายอยู่แถวท่าเรือ และได้ห้องพักที่ บากุสเกสต์เฮ้าส์ (Bagus Guesthouse) ในราคา 180,000 รูเปียรวมอาหารเช้า แต่...ช้าก่อนพ่อหนุ่มที่เป็นน่าจะเป็นลูกหลานของเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ บอกว่า พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญที่สุดของชาวฮินดู เค้าบอกชื่อมา แต่ฉันจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นวันที่เค้าจะทำบุญหลุมฝังศพหรือขุดหลุมศพของบรรพบุรุษเพื่อนำมาทำบุญประจำปีอะไรประมาณนี้แหละ เป็นงานยิ่งใหญ่จัดที่วัดตรงท่าเรือไม่ไกลจากโรงแรม ฉะนั้นแม่ครัวไม่ว่างที่จะทำอาหารเช้าให้แขกที่เข้าพัก เอาแล้วมั๊ยหละ เลือกช่วงเวลาได้เหมาะสมจริง ให้ตายซิทริปนี้ฉันควบทั้งวันสำคัญของชาวมุสลิมที่ชาวบ้านเค้าหยุดพักผ่อน นึกว่าพอมาถึงบาหลีแล้วคงจะไม่เจอเทศกาลหรือวันหยุดยาวอีก แต่ที่ไหนได้ต้องมาเจอวันสำคัญของชาวฮินดูอีก เลยต้องถามกลับไปว่า แต่พรุ่งนี้ทุกอย่างยังดำเนินตามปกติมั๊ย หมายถึงร้านรวงต่าง ๆ เปิดให้บริการ รถโดยสาร เรือเรออะไรก็ยังเปิดวิ่งเปิดเดินตามปกติไหม คำตอบที่ได้ทุกอย่างปกติ ยกเว้นที่นี่ไม่เสิร์ฟอาหารเช้าเท่านั้นเอง จบการสนทนาประเด็นสำคัญคือ เหตุการณ์ปกติส่วนเรื่องอาหารเช้าไม่เป็นไรแก้ไขเอาดาบหน้า เอาหละวกกลับมาเข้าเรื่องของซุมบาวาต่อแล้วกัน
เป็นอันว่าการเดินทางท่องเที่ยวเกาะซุมบาวา (ที่ฉันรวมเข้ากับเกาะฟลอเรส) ของอินโดนีเซีย ใช้เวลาทั้งหมดถึง 21 วันเต็ม ๆรวมวันเดินการเดินทางนั้นเสร็จสิ้นแล้วตามแผนการที่วางไว้อย่างหลวม ๆ
![]() |
| กุนุงอากุง บาหลี (Gunung Agung, Bali) |
![]() |
| กุนุงอากุง บาหลี (Gunung Agung, Bali) |
การเดินทางไปซุมบาวานั้นสะดวก เพราะมีให้เลือกทั้งทางเครื่องบินและทางเรือ แต่ฉันเลือกทางเรือเพราะเหตุผลหลักคือฉันพอมีเวลาสามารถท่องเที่ยวได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบซักเท่าไหร่ และต้องการบวกทริปของเกาะฟลอเรสกับซุมบาวาในคราเดียวกันเลย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก
สำหรับการเดินทางภายในเกาะซุมบาวา ในแต่ละเมืองจะมีรถประจำทางที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารในระหว่างเมืองอยู่ตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือเกาะซุมบาวายังมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวได้น้อย โดยเฉพาะโรงแรมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวยังมีให้เลือกไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการท่องเที่ยวแบบแพ็คเกจทัวร์เป็นหลัก ถ้าใครอยากตะลุยและผจญภัยแล้วหละก็ คงต้องใช้เวลามากหน่อย ต้องกะเวลาให้ดี ส่วนการเช่ามอเตอร์ไซค์นั้นสามารถทำได้ตามเมืองหลัก ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แถว ๆเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวที่ไปโต้คลื่นหรือเล่นเซิร์ฟนั่นเอง
ส่วนเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินตรานั้น ฉันแนะนำว่าให้ทำให้เสร็จก่อนที่จะข้ามมาสู่ซุมบาวา เช่น ถ้ามาจากบาหลี หรือ ล็อมบ็อค ก็ทำให้เสร็จซะที่นั่นเลย แต่ถ้ามาแล้วเงินหมดหรือเงินไม่พอที่นี่ตามเมืองใหญ่ ๆ ก็จะมีตู้เอทีเอ็มให้กดเงินได้เช่นกัน ต้องเช็คข้อมูลให้ดีเท่านั้นเอง

































No comments:
Post a Comment