Wednesday, March 15, 2017

เที่ยวเกาะฟลอเรสและเกาะซุมบาวา อินโดนีเซีย (ที่ฟลอเรส) : Flores and Sumbawa Islands (At Flores)



เกาะฟลอเรส (Flores Island) 


ฟลอเรส (Flores) หรือ ในภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า ปูเลา ฟลอเรส (Pulau Flores) เป็นเกาะที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในหมู่เกาะที่เรียกว่าหมู่เกาะในทะเลซุนดาน้อย (Lesser Sunda Islands) ถ้าดูจากการแบ่งเขตการปกครองของอินโดนีเซียแล้ว เกาะฟลอเรสจะอยู่ในจังหวัด นูซาเต็งการาตะวันออก หรือ East Nusa Tengagara 

หมู่เกาะในทะเลซุนดาน้อย (Lesser Sunda Islands) หรือ คาปูเลาอัน นูซา เต็งการา (Kepulauan Nusa Tenggara) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เซปูเลาอัน ซุนดา เคจิล (Kepulauan Sunda Kecil) คือหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียและทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย และเมื่อรวมเข้ากับดินแดนที่เรียกว่าหมู่เกาะซุนดาใหญ่ (Greater Sunda Islands) ที่อยู่ทางทิศตะวันตกแล้ว ทั้งสองหมู่เกาะจะเป็นที่รู้จักในนามว่า "หมู่เกาะในทะเลซุนดา" ที่เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนหรือเส้นโค้งภูเขาไฟ ซึ่งเส้นโค้งภูเขาไฟที่บริเวณทะเลซุนดานี้ เกิดจากการมุดตัวของเปลือกโลกตามเส้นของร่องลึกก้นสมุทรซุนดา (Sunda Trench) ในทะเลชวา

เกาะที่สำคัญๆและเป็นที่รู้จักในบริเวณหมู่เกาะซุนดาน้อย ประกอบด้วย (เริ่มจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก) บาหลี ลอมบอค ซุมบาวา ฟลอเรส ซุมบา ติมอร์ หมู่เกาะอะลอร์ หมู่เกาะบารัตดายา และหมู่เกาะตันนิมบา

คำว่า "ฟลอเรส" มาจากภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า "ดอกไม้" ซึ่งเกาะดอกไม้แห่งนี้ มีเพื่อนบ้านทางทิศเหนือ คือ เกาะสุราเวสี ทิศใต้ คือ เกาะซุมบา ทิศตะวันตก คือ เกาะซุมบาวา และทิศตะวันออกคือ หมู่เกาะโซลอร์ (เกาะอะโดนารา เกาะเล็มบาตา และเกาะโซลอร์) และหมู่เกาะอะลอร์ และถ้าดูเยื้องๆมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็คือเกาะติมอร์ อีกแห่งหนึ่งด้วย ประมาณต้นคริสตร์ศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกส เป็นชนชาติแรกที่เข้ามาในเกาะฟลอเรสแห่งนี้ ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ามาคือบรรดาพ่อค้าและมิชชั่นนารี โดยเข้ามาในบริเวณจังหวัดลารันตุกา และ จังหวัดซิกกา ทางทิศตะวันออกของเกาะ ในปัจจุบันเรายังสามารถเห็นร่องรอยหรืออิทธิพลของชาวโปรตุเกสที่ส่งผลมายังวิถีชีวิตของชนท้องถิ่นที่นี่ ที่ปรากฏเด่นชัดมากคืออิทธิพลที่มีต่อภาษาซิกกา วัฒนธรรมและศาสนา เป็นต้น ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาครั้งแรก คือคณะสำรวจของ อันโตนิโอ ดี อับบริอู (Antonio de Abreu) และผู้ช่วยของเขาคือ ฟรานซิสโก เซเฮา (Francisco Serrao) ที่เข้ามาครั้งแรกในปีค.ศ. 1511 เพื่อสำรวจเส้นทางเดินเรือและการค้าบริเวณเกาะซุนดา

เมื่อชาวโปรตุเกสเข้ามามีอิทธิพลต่อชนพื้นเมืองที่นี่ พวกเขาได้นำกฎและวิธีปฏิบัติแบบแคธอลิคที่เรียกว่า วิธีปฏิบัติแบบโดมินิแกน หรือ โดมินิแกนออร์เดอร์ (Dominican Order) มาบังคับใช้กับชาวพื้นเมืองที่นี่และชนพื้นเมืองที่อยู่ในหมู่เกาะเพื่อนบ้านใกล้เคียง ดังเช่นเกาะติมอร์และเกาะโซลอร์ ต่อมาในปีค.ศ.1613 ฮอลลันดา (เนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) หรือชาวดัทช์ ได้โจมตีเมืองท่าบนเกาะโซลอร์ ทำให้ประชาชนหรือชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่นี่ภายใต้การนำของบาทหลวงกลุ่มโดมินิแกน ต้องถอยร่นไปอยู่ทางทิศตะวันตกมากขึ้น คือที่บริเวณเมืองท่าลารันตุกา (เมืองนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะฟลอเรส แต่ถ้านับจากเกาะโซลอร์ เมืองท่าลารันตุกาจะอยู่ทางทิศตะวันตกหรือทางซ้ายมือของเกาะโซลอร์) คนรุ่นหลังที่สืบชื้อสายมาจากชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะกับชาวโปรตุเกสจะถูกเรียกว่า ลารันตุเกอิรอส (Larantuqueiros) หรือ โตปาสเซส (Topasses) ในขณะที่ชาวดัทช์ที่เข้ามาในสมัยนั้นเรียกคนพื้นเมืองกลุ่มนี้ว่า ชาวโปรตุเกสผิวดำ หรือ Black Portuguese หรือ Swarte Portugueezen ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ได้กลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในด้านการค้าไม้จันทน์ในดินแดนแถบนี้ถึงเกือบสองร้อยปีต่อมา พวกเขาใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาสำหรับสวดมนต์ ใช้ภาษามาเลย์สำหรับการค้าขาย และใช้ภาษาท้องถิ่นผสมในฐานะภาษาแม่ที่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน ดังที่วิลเลี่ยม แดมเพียร์ (William Dampier) ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ตอนมาเยือนเกาะแห่งนี้ในปีค.ศ. 1699

ในคริสตร์ศตวรรษที่ 19 ฮอลลันดาหรือพวกดัทช์เริ่มให้ความสนใจในเกาะฟลอเรสเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางด้านการค้าทาสหรือเสาะหาชนเผ่าพื้นเมืองมาเป็นทาสของตนเอง และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือค้นหาทรัพย์สมบัติที่ติดอยู่ในซากเรือสินค้าที่อับปางและจมลงในทะเล ประมาณปี ค.ศ 1846 ฮอลันดาและโปรตุเกสได้ริเริ่มการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันเขตแดนในเกาะฟลอเรส แต่การเจรจาดังกล่าวก็ไม่สามารถทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ กล่าวง่าย ๆ คือ การเจรจาล้มเหลวนั่นเอง ในปีค.ศ 1851 ลิมา โลเปซ (Lima Lopez) ผู้ปกครองคนใหม่ประจำติมอร์ โซลอร์และฟลอเรส เห็นชอบที่จะขายดินแดนในด้านตะวันออกของเกาะฟลอเรสและเกาะใกล้เคียงให้กับฮอลันดา ในราคา 200,000 ฟลอเร้นซ์ เพื่อนำเงินมาปรับปรุงการบริหารงานอันอัตคัตขัดสนของเขา โดยการขายดินแดนดังกล่าวนี้ตัวโลเปซเองทำไปโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลโปรตุเกสที่ลิสบอน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกขับพ้นออกจากตำแหน่งผุู้ปกครองเกาะฟลอเรส แต่ข้อตกลงที่เขาได้ทำไว้กับฮอลันดานั้น ก็ไม่ได้ถูกล้มเลิกไปเฉกเช่นตำแหน่งของโลเปซแต่อย่างใด จนในปีค.ศ  1854 โปรตุเกสได้ยกเลิกข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ที่มีเหนือเกาะฟลอเรสว่าเป็นอาณานิคมในความปกครองของตัวเอง และได้ถอนตัวออกจากเกาะฟลอเรสไป หลังจากนั้นประมาณปีค.ศ. 1859 เกาะฟลอเรสได้ตกเป็นของฮอลันดาอย่างสมบูรณ์ โดยถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของบริษัทดัทช์ อีส อินดีส (Dutch East Indies) ฮอลลันดา หรือ ชาวดัทช์จึงได้ทำการเข้าครอบครองหมู่เกาะฟลอเรสอย่างเบ็ดเสร็จในปี ค.ศ 1859  ส่งผลให้ชาวโปรตุเกสที่เข้ามามีอิทธิพลก่อนหน้านี้ ถอยร่นไปตั้งถิ่นฐานใหม่แถบบริเวณเกาะติมอร์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แทน

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ส่งกองทัพมาขึ้นฝั่งที่เมืองรีโอ (Reo) ทางตอนเหนือของเกาะ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1942 และได้ยึดครองฟลอเรสไว้ในการปกครองของตนเอง แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และฟลอเรสก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียจนถึงปัจจุบัน

เกาะฟลอเรสแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 กาบูปาเต็น (kabupaten) หรือถ้าจะเรียกแบบบ้านเราก็อาจเรียกว่าตำบล และในภาษาอังกฤษอาจเท่ากับคำว่า (regency) โดยเริ่มนับจากทางทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ดังนี้

  1. มังการาย บารัต  (Manggarai Barat/West Manggarai) เมืองหลวงของเขต คือ ลาบวน บาโจ (Labuan Bajo) 
  2. มังการาย ตังหง่า (Manggarai Tengah/Central Manggarai) เมืองหลวงของเขต คือ รูเต็ง (Ruteng)
  3. มังการาย ติมอร์ (Manggarai Timur/East Manggarai) เมืองหลวงของเขต คือ บอร์ร็อง (Borong)
  4. งาด่าห์ (Ngada) เมืองหลวงของเขต คือ บาจาวา (Bajawa)
  5. นาเกเกียว (Nagekeo) เมืองหลวงของเขต คือ มบาย (Mbay)
  6. เอ็นเด (Ende) เมืองหลวงของเขต คือ เอ็นเด (Ende)
  7. ซิกกา (Sikka) เมืองหลวงของเขต คือ เมาเมเร (Maumere)
  8. ฟลอเรส ติมอร์ (Flores Timur/ East Flores) เมืองหลวงของเขต คือ ลารันตุกา (Larantuka)

ผู้คนที่นี่หรือชาวฟลอเรสส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสตร์นิกายแคธอลิค (ประมาณ 90%) ซึ่งถือเป็นร่องรอยอันเด่นชัดของการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ส่วนภาษาที่ใช้นั้น เรียกได้ว่า เป็นภาษาย่อยของภาษาบิมา-ซุมบา (Bima-Sumba) ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มภาษามาลาโย-โพลีเนเซียนกลาง (Central-Eastern Malayo-Polynesian) ในตระกูลออสโตรเนเซียน (Austronesian) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มภาษาถิ่นของฟลอเรสตอนกลางที่แตกต่างในแต่ละหมู่บ้านอีกด้วย แต่ทัั้งนี้ทั้งนั้น ภาษาที่ถือเป็นภาษาราชการ คือ ภาษาอินโดนีเซีย นั่นเอง

ส่วนลักษณะทางภูมิประเทศของเกาะฟลอเรสนั้น ถือได้ว่าเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ ที่นี่มีภูเขาที่ยังไม่ดับสนิทอยู่อย่างน้อย 13 ลูก ถือว่าเป็นเขตที่เสี่ยงต่อภาวะการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งแผ่นดินไหวที่รุนแรงล่าสุด เกิดเมื่อวันที่ 12 ธค. ค.ศ. 1992 วัดระดับความรุนแรงตามมาตราวัดของริกเตอร์ได้ถึง 7.5 ริกเตอร์

การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักและสำคัญของเกาะฟลอเรส นอกจากนี้ชาวฟลอเรส ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม การประมง และ ผลิตสาหร่ายทะเล ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว ข้าวโพด มันเทศ และมันสำปะหลัง ส่วนพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ คือ กาแฟ มะพร้าว มะเยาหิน และมะม่วงหิมพานต์ ฟลอเรสถือเป็นแหล่งผลิตกาแฟแหล่งล่าสุดของประเทศอินโดนีเซีย พันธุ์อะราบิกา


วันที่หนึ่ง "เดินทางถึง ลาบวน บาโจ" : The 1st day "Arrive in Labuan Bajo"

การเดินทางมาฟลอเรสคร้ังนี้ของฉัน เริ่มต้นจากสนามบินดอนเมือง มายังสนามบินงูระห์ไร (Ngurah Rai International Airport) จากนั้นฉันก็ค้างคืนที่บาหลี หนึ่งคืน ก่อนที่จะจับเครื่องต่อไปยังเมืองลาบวน บาโจ ของเกาะฟลอเรส ซึ่งการพักค้างคืนที่บาหลีนี้ ช่วยให้แผนการเดินทางของฉันสะดวกและราบรื่นขึ้นมาก เพราะฉันสามารถแลกเงินสกุลท้องถิ่นก่อนไปฟลอเรส ถึงแม้ว่าที่ฟลอเรสจะมีร้านรวงที่รับแลกเงินตราก็ตาม แต่ฉันพบว่าที่บาหลีมีมากกว่าและได้เรตราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าฟลอเรสด้วย ถึงแม้จะไม่มากไม่มาย แต่ถ้าหากเราแลกแยะ ๆ รวมกัน ก็ถือว่ามีส่วนต่างที่มากกว่ากันอยู่แยะพอสมควร

ฉันแลกเงินทั้งหมดที่จะนำติดตัวไปใช้ในฟลอเรสและซุมบาวาทั้งหมดที่เตรียมไปใช้เป็นเงินอินโดนีเซียนรูเปีย (เงินสกุลท้องถิ่นของอินโดนีเซีย : Indonesian Rupiah/ IDR) โดยกะงบประมาณว่าครั้งนี้จะใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ก็เตรียมแลกไปตามงบที่ตั้งไว้ โดยไม่กั๊กแถมยังแอบเผื่อไว้อีกนิดหน่อย เพราะขากลับจะแวะพักบาหลีซักสองสามคืน ด้วยเกรงว่าถ้าไปแลกที่ฟลอเรส เรตหรืออัตราแลกเปลี่ยนอาจจะไม่ดีเท่ากับที่นี่และขี้เกียจไปวิ่งหาสถานที่แลกเงินให้เสียเวลา เลยถือเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเสี่ยงแบกเอาหน่อย เพราะแลกหลักพัน (ยูโร) แต่ได้กลับมาหลักหลายล้าน (รูเปีย)

ส่วนสาเหตุอีกประการหนึ่งที่เลือกค้างคืนที่บาหลี ก็เพราะตอนแรกต้้งใจไว้ว่าจะหาเช่ามอเตอร์ไซค์จากที่นี่ เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางหลักในทริปนี้จนถึง ฟลอเรส ซุมบาวา ผ่านลอมบ็อค และ กลับเอามอเตอร์ไซค์มาคืนที่บาหลี  แต่ทว่า ก่อนไปเห็นตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพงมากนักประมาณพันกว่าบาท จากบาหลีไปยังเมืองลาบวนบาโจของเกาะฟลอเรส เลยทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางใหม่นิดหน่อย โดยไม่ต้องเช่ามอเตอร์ไซค์จากบาหลีและเอาเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่จะเช่าลงเรือเฟอรี่ที่วิ่งระหว่างเกาะไปจนถึงจุดหมายปลายทาง กลายเป็นว่านั่งเครื่องไปลงที่ลาบวนบาโจแล้วกัน ทำให้ประหยัดเวลาการเดินทางและจะได้เอาวันที่เหลือๆไปเที่ยวที่เมืองต่าง ๆเพิ่มขึ้นอีกหลายเมืองอย่างไม่ต้องเร่งรีบด้วย ส่วนมอเตอร์ไซค์ค่อยไปหาเช่าที่เมืองลาบวนบาโจแทน ขากลับค่อยใช้วิธีกลับทางเรือข้ามเกาะต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ จนถึงบาหลี


ลาบวน บาโจ : Labuan Bajo/Labuhanbajo/Labuanbajo

ฉันมาถึงสนามบินโคโมโด (Komodo Airport) ประมาณบ่ายแก่ ๆ ก่อนมาศึกษาข้อมูลแล้วว่าสนามบินแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองลาบวน บาโจ ประมาณ 2 กิโลเมตร มีแท๊กซี่ มอเตอร์รับจ้างหรือโอเจ็ก (Ojek) และเบโม  ( Bemo, เป็นเหมือนรถตู้เล็ก ๆ ที่ดัดแปลงมาเป็นรถสองแถวสาธารณะ) วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารจากสนามบินไปยังตัวเมือง แต่เมื่อดูจากระยะทางแล้ว ฉันตัดสินใจเดินจากสนามบินมายังตัวเมือง โดยอาศัยแผนที่จากหนังสือไกด์บุ๊คและถามชาวบ้านชาวช่องระหว่างทางที่เดินผ่านเอา เหมือนเคยได้ยินที่คนเค้าเปรย ๆ กันว่า เวลาไปไหนไม่ต้องกลัวหลง เพราะเรามีแผนที่ติดตัวอยู่แล้ว คือใช้ปากสอบถามเส้นทางจากชาวบ้านนั่นเอง (ตอนรอขึ้นเครื่องที่สนามบินงูระห์ไรของบาหลี แอบเห็นแผนที่เกาะฟลอเรสวางขายที่ร้านหนังสือ เลยซื้อติดมือมาด้วยซึ่งเจ้าแผนที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่นขึ้นแยะ)

ระยะทางที่เดินก็ไม่ได้ไกลมาก บวกกับเป้ที่แบกก็ไม่ค่อยหนัก เดินทัก เดินถาม เดินคุยกะชาวบ้านและเด็กๆ ระหว่างทางไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างจอดแวะถามว่าไปมัั๊ย คิดราคาไม่แพง ก็ได้แต่ยิ้มและบอกกลับไปว่า จาลัน จาลัน (jalan jalan) ที่แปลว่า เดินเล่นไปเรื่อยๆ คำตอบนี้ทำเอาคนถามยิ้มและก็ตอบกลับมาว่า โอเค ขอให้จาลัน จาลันให้สนุกนะ อะไรประมาณนี้

ระหว่างทางก็เดินผ่านโรงแรม และเกสต์เฮ้าส์อยู่หลายที่ แต่ท้ายที่สุดก็เลือกเอาเกสต์เฮ้าส์ที่ชื่อมันตา มันตา (Manta-Manta)  ในราคา 200,000 รูเปีย เป็นห้องพัดลมไม่มีอาหารเช้าก็ไม่เป็นไร เพราะมีตลาดร้านค้าในเมืองเพียบหากินได้ไม่ยาก ดูห้องแล้วสะอาดกว้างขวางเลยตกลงปลงใจพักที่นี่

ลาบวน บาโจ ที่ตั้งอยู่บริเวณสุดขอบทางทิศตะวันตกของเกาะฟลอเรส ปัจจุบันจากเมืองชาวประมงเล็ก ๆ ลาบวน บาโจ กลายมาเป็นประตูหรือศูนย์กลางการท่องเที่ยวสู่เกาะโคโมโด  เกาะรินจา (ที่เป็นอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะโคโมโด) และเกาะเล็กเกาะน้อยใกล้เคียง รวมทั้งประตูสู่การท่องเที่ยวในเกาะฟลอเรสเอง ด้วยที่เมืองแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆ ดังนั้นเราสามารถเดินไปในที่ต่างๆได้ไม่ยากนัก ถ้าไม่ขี้เกียจเดินซะก่อน ที่นี่มีทั้งโบสถ์และมัสยิดให้เยี่ยมชม หรือถ้าขี้เกียจก็สามารถใช้บริการของโอเจ็กหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ ราคาต่อเที่ยวประมาณ 3,000-5,000 รูเปีย หรือไม่ก็นั่งรถสองแถวหรือเบโมไปก็ได้

ที่นี่มีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวต้องการ ร้านอาหารแบบพื้นเมือง ร้านอาหารฝรั่ง ร้านกาแฟและเบเกอรี่ รวมทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ บริษัทนำเที่ยว รวมถึง ตลาดสด ตลาดปลา ธนาคาร และตู้เอทีเอ็ม สำหรับใครที่ยังไม่ได้แลกเงิน หรือตั้งใจจะกดเงินสด ก็สามารถทำได้ที่เมืองนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ท่าเรือของลาบวน บาโจ ยังเป็นท่าเรือที่นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเหมาเรือ หรือเดินทางไปชมเกาะโคโมโดและเกาะรินจา หรือแม้แต่เป็นท่าเรือเฟอรี่ที่เดินทางไปยังเมืองและหมู่เกาะต่างๆของประเทศอินโดนีเซียด้วย ถ้าใครต้องการข้อมูลก็สามารถเดินไปชมและสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตารางเดินเรือได้เช่นกัน นอกจากนี้ไม่ไกลจากท่าเรือตอนเย็นๆที่นี่ยังมีร้านขายอาหารทะเลที่ตั้งแถวเรียงราย เปิดขายอาหารทะเลสดๆในทุกๆเย็นด้วย ใครที่อยากทานอาหารทะเลสดๆมาที่นี่ได้เลย

หมายเหตุ : รูปจากการเดินทางครั้งนี้เป็นรูปที่ฉันใช้ไอแพดถ่ายทั้งหมด ส่วนรูปจากกล้องถ่ายรูปนั้นหายเกลี้ยง เนื่องจากฉันทำเม็มโมรี่การ์ด (Memory Card) ของกล้องถ่ายรูปพัง ทำให้ไม่สามารถอ่าน บันทึกหรือคัดลอกรูปภาพจากการเดินทางทั้งหมดของฟลอเรสและซุมบาวาได้เลยซักกะภาพ แบบว่ารูปหายหมดทั้งกล้อง เหลือแต่รูปที่ถ่ายจากไอแพดเท่านั้น เลยทำให้บางครั้งบางเมืองที่ไปหารูปแทบไม่เจอ น่าเสียดายมากที่ไม่สามารถแบ่งปันรูปสวยๆและความทรงจำและประสบการณ์ที่ดีกับทุกคน ณ ที่นี้ได้


ท่าเรือลาบวน บาโจ (Labuan Bajo Harbor)

ท่าเรือลาบวน บาโจ (Labuan Bajo Harbor)


ท่าเรือลาบวน บาโจ (Labuan Bajo Harbor)


วันแรกที่มาถึงลาบวน บาโจ ฉันได้แต่เดินเล่นตามหน้าหาดและไม่ไกลจากท่าเรือ จากนั้นก็ไปหาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เอาไว้สำหรับใช้เป็นพาหนะหรือวิธีการเดินทางในวันรุ่งขึ้นและตลอดทริปนี้ แม้ว่าที่หมู่เกาะฟลอเรสจะมีรถเบโมหรือรถสองแถวที่วิ่งระหว่างเมือง แต่ฉันเห็นว่าถ้าสามารถเช่ามอเตอร์ไซค์ได้ก็จะทำให้ประหยัดเวลาและสามารถไปในหมู่บ้านที่ห่างไกล และสถานที่ที่น่าสนใจฉันต้องการไปได้อย่างสะดวก ที่สำคัญเวลาไปถึงที่หมายบางทีอยากออกนอกเส้นทางถ้าไม่มียานพาหนะเป็นของตัวเอง บางครั้งก็อาจเป็นข้อจำกัดที่น่าเสียดายเหมือนกัน เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจึงตกลงปลงใจหาเช่ามอเตอร์ไซค์เพื่อใช้ตลอดทริปจะดีกว่า

ฉันเช่ามอเตอร์ไซค์จากร้านที่ไม่ไกลจากที่พัก และบอกรายละเอียดการและแผนการเดินทางกับเจ้าของร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ซึ่งเขาก็ตกลงและจัดการหามอเตอร์ไซค์ที่ค่อนข้างใหญ่เกียร์ออโต้ (ใจจริงชอบเกียร์ธรรมดามากกว่าแต่หาไม่ได้ เพราะเกือบทั้งหมดของมอเตอร์ไซค์ที่ให้เช่าเป็นเกียร์ออร์โต้ทั้งนั้น) และมีสภาพดีไว้ให้ โดยตกลงกันว่าจะเช่าทั้งหมด 11 วันและค่าเช่าอยู่ที่ 75,000 รูเปียต่อวัน โดยนัดวันรับมอเตอร์เป็นพรุ่งนี้เช้าประมาณ 9 โมง รวมทั้งจ่ายเงินค่าเช่าพรุ่งนี้ด้วยเช่นกัน

เป็นอันว่าทุกอย่างที่ฉันวางแผนไว้สำเร็จไปด้วยดี คือได้มอเตอร์ไซค์หรือพาหนะสำหรับการเดินทาง เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น คือแผนที่ที่เป็นเวอร์ชั่นกระดาษและเวอร์ชั่นอิเล็คโทรนิค โดยโหลดลงในไอแพดไว้กันหลงทาง (กันไว้เฉย ๆ แต่หลงตลอด) รวมถึงสอบถามข้อมูลเส้นทางที่ต้องการจะไปไว้ จัดเตรียมกระเป๋าหรือเป้ที่ใช้ตลอดทริปอย่างรัดกุมและเหมาะต่อการแบกหรือขนใส่มอเตอร์ไซค์ รถพร้อม คนพร้อม ก็ออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป คือ เมืองรูเต็ง (Ruteng)

ฉันพักที่เมืองลาบวน บาโจเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อมาถึงได้โรงแรมที่พักเรียบร้อยแล้ว ภาระกิจหลัก คือ หาข้อมูลสำหรับจุดหมายต่อๆไป และเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นตลอดการเดินทางให้เสร็จก่อนออกไปยังเป้าหมายต่อๆไปในเกาะฟลอเรส เลยทำให้ไม่ได้ไปเยี่ยมชมเมืองลาบวน บาโจ อย่างที่ควร ได้แต่เดินไปดูและสำรวจท่าเรือ รวมทั้งหาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เท่านั้นเอง


วันที่สอง "ออกเดินทางสู่รูเต็ง" : The 2nd day "Heading to Ruteng"

ที่่โรงแรมที่ฉันพักไม่มีอาหารเช้าหรือแม้แต่ร้านอาหารในโรงแรม เลยตื่นแต่เช้ากะว่าจะเดินไปแถวตลาดสด เพราะมั่นใจว่าแถวนั้นต้องมีอะไรอร่อยๆให้เลือกทานเป็นแน่แท้ เดินไปประมาณห้านาทีผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่งมีทำเลดีมองเห็นวิวของทะเลฟลอเรสด้วยเลยปรี่เข้าไป ตะหล่งตลาดเลยไปไม่ถึงด้วยประการนี้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะหาอาหารเช้าแบบคนท้องถิ่น สุดท้ายก็มาเป็นอาหารเช้าแบบสากลแทน


ท่าเรือลาบวน บาโจ ยามเช้า (In the morning at Labuan Bajo Harbor)

เมื่อท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาไปรับรถมอเตอร์ไซค์ที่เช่าไว้เมื่อวาน จัดการเช็คสภาพรถและน้ำมันที่เจ้าของร้านบอกว่ามีเหลือพอให้ขับไปจนถึงปั๊มน้ำมันที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็จ่ายเงินค่าเช่าทั้งหมด 11 วันในราคา รวม 750,000 รูเปีย (ตกลงไว้วันละ 70,000 รูเปีย แต่เจ้าของลดให้ 20,000 รูเปีย) รถพร้อม คนพร้อม ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปไปทางทิศตะวันออกของเกาะไปเรื่อย ๆ

รูเต็ง : Ruteng

เป็นเมืองหลวงหรือเมืองสำคัญของเขตมังกายรายตังหง่าหรือมังการายกลาง (Manggarai Tengah) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองลาบวน บาโจ ห่างออกไปประมาณ 130 กิโลเมตรบนถนนที่เรียกว่า ทรานส์ฟลอเรส (Jalan Trans Flores หรือ Jl.Trans Flores ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ตัดผ่านเมืองต่าง ๆ ของฟลอเรสจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก) การเดินทางจากลาบวน บาโจ ไปรูเต็งนั้น ใช้เวลาประมาณ 3.30 ชั่วโมง แต่ฉันใช้มากกว่านั้นเพราะหยุดถ่ายรูป และหยุดแวะพักทานอาหารกลางวันไปด้วย

รูเต็งเป็นเมืองในหุบเขาที่มีอากาศค่อนข้างเย็น และผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสตร์นิกายแคธอลิค ตัวเมืองของรูเต็งนั้น ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนอกจากตลาด และร้านขายของ แต่หมู่บ้านที่อยู่รายรอบตัวเมืองนั้นน่าสนใจมากกว่า ตลาดที่เมืองรูเต็งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดนัดพบของพ่อค้าแม่ขายและผู้ซื้อจากหมู่บ้านที่อยู่รายล้อม นอกจากนี้ที่รูเต็งและหมู่บ้านใกล้เคียงถือเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวและเป็นแหล่งผลิตกาแฟอินโดนีเซียที่สำคัญ


ทิวทัศน์ริมทาง ถนนสายหลักที่ชื่อ ทรานส์ ฟลอเรส จากลาบวน บาโจ ไป รูเต็ง (Scenery along Jl. Trans Flores from Labuan Bajo to Ruteng)

ทิวทัศน์ริมทาง ถนนสายหลักที่ชื่อ ทรานส์ ฟลอเรส จากลาบวน บาโจ ไป รูเต็ง (Scenery along Jl. Trans Flores from Labuan Bajo to Ruteng)


อาหารกลางวันแบบอินโดนีเซีย นาซี ลมะก์ อร่อยล้ำอย่าบอกใคร (Yummy Indonesian Lunch : Nasi Lemak)

หลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เดินทางต่อไปตามถนนสายทราน ฟลอเรส ไปยังหมู่บ้านที่ชื่อ จันจาร์ (Cancar) ที่อยู่ก่อนถึงรูเต็งประมาณ 17 กิโลเมตร เพื่อไปดูนาข้าวใยแมงมุม (Spider web rice fields) และจะมีทางแยกซ้ายมือเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ฉันไม่รู้ว่าแยกไหนกันแน่ เลยถามผู้คนที่อยู่แถวริมถนน ด้วยเหตุที่ฉันออกเสียงชื่อหมู่บ้านไม่ถูกเลยทำให้สื่อสารกับคนแถวนั้นไม่รู้เรื่อง เพราะฉันดันไปออกเสียงเป็น "คันคาร์" แบบภาษาอังกฤษ เลยต้องใช้เวลาอธิบายกันนานหน่อย กว่าจะเข้าใจได้ก็ต้องใช้ตัวช่วยคือคำว่า ลิงค์โก (Lingko) เลยได้รับคำตอบและเส้นทางไปที่ถูกต้อง พร้อมทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกลับมา


หมู่บ้านจันจาร์ (Cancar) เป็นที่รู้จักและขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการทำนาทำสวนแบบใยแมงมุม  (Spider web rice fields) ที่เป็นลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์และเป็นประเพณีที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตของเมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่ในเขตการปกครองแถบมังการายทั้งหลาย  เพื่อแบ่งและแจกจ่ายพื้นที่ในการทำนาและทำไร่สวนที่เรียกว่า ลิงค์โก (Lingko) ที่หมายถึง ที่ดินผืนหนึ่งที่มีชุมชนเป็นผู้ครอบครองร่วมกัน (ไม่ได้หมายถึงคนใดคนหนึ่งแต่หมายถึงสมาชิกทั้งหมดของชุมชน) และแบ่งสรรปันส่วนแก่แต่ละบุคคลในชุมชนนั้นๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อใช้ทำประโยชน์ร่วมกันที่สามารถสนองและสอดคล้องกับความต้องการของผู้คนในชุมชน คำว่า "ลิงค์โก" นี้กล่าวกันว่าอาจถูกตั้งตามประเภทของต้นไม้ชนิดหนึ่งตอนที่เริ่มมีการจัดทำที่ดินแบบนี้ หรือไม่ก็อาจจะตั้งตามชื่อของแม่น้ำที่ไหลผ่านที่เมื่อแรกตั้งที่ดินแบบนี้ กล่าวกันว่าการเริ่มต้นการจัดทำที่ดินในลักษณะลิงค์โกนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวฟลอเรสเริ่มหันมาทำกสิกรรมหรือการเพาะปลูก (ในอดีตผู้คนที่นี่มีอาชีพล่าสัตว์) และกลุ่มชนหลายกลุ่มเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานแบบเป็นหลักแหล่งร่วมกันในพื้นที่เดียวกันมากขึ้น ไม่โยกย้ายหรือกระจัดกระจายเหมือนครั้งเช่นในอดีต ส่งผลให้เกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นมาในชื่อที่เรียกกันว่า เบโอ (Beo)

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเบโอหรือเรียกง่าย ๆ ตามประสาบ้านเราว่า ชาวบ้าน ก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนป่าเขาให้กลับกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกขึ้นแทน ส่วนขนาดของลิงค์โกจะขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านจะสามารถนำมาปรับและขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น ๆ

ผู้คนแต่ละเผ่าในมังการายนั้น จะมีคนที่มีอาวุโสสูงที่สุดในหมู่บ้านที่จะมีชื่อเรียกว่า ตู อา เตโน (Tu'a teno) ซึ่งมักจะเป็นผู้ชาย และตู อา เตโนผู้นี้จะเป็นคนจัดสรรหรือแบ่งปันพื้นที่เพาะปลูกในลิงค์โกนี้ให้กับสมาชิกของหมู่บ้าน การแบ่งลิงค์โกแต่ละแห่งจะเริ่มต้นขึ้นด้วยการกำหนดจุดศูนย์กลางก่อน ซี่งเรียกว่า กำหนดเตโนหรือโลดก (Teno/Lodok) ตรงจุดโลดกนี้เขาจะวางเสาไม้และหินที่นำมาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเสาไม้ (ถือเป็นเพศชาย) และก้อนหิน (ถือเป็นเพศหญิง) ถือเป็นสัญญลักษณ์ของการกลับมารวมตัวกันใหม่ของเพศชายและเพศหญิง หรือการกลับมารวมตัวกันของสวรรค์และโลก จากจุดโลดกก็จะใช้การลากเส้นยาวออกไปจากจุดศูนย์กลางและที่ดินก็จะถูกแบ่งให้กับสมาชิกในชุมชนเหมือนแบ่งเค้กหรือแบ่งพาย ซึ่งการแบ่งสรรปันส่วนว่าสมาชิกคนไหนจะได้ขนาดเท่าไหร่นั้น จะขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคมของคนๆนั้นว่าเป็นอย่างไรมีความสำคัญแค่ไหนในหมู่บ้าน และ จำนวนของครอบครัวที่อยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆว่ามีกี่ครอบครัว กล่าวคือยิ่งใครมีความสำคัญมากหรือมีสถานภาพทางสังคมสูง และในชุมชนมีจำนวนครอบครัวที่เป็นสมาชิกจำนวนมาก ก็จะได้ดินแดนหรือที่ดินในส่วนของเค้กหรือพายนั้นมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการแบ่งที่ดินในลักษณะอย่างนี้ทำให้รูปร่างของลิงค์โกที่ว่า มีหน้าตาคล้าย ๆ กับใยแมงมุม หรือ ก้อนเค้กหรือก้อนพาย นั่นเอง

บ้านในหมู่บ้านจันจาร์ (A house at Cancar Village)

ลิงค์โก หรือ นาข้าวแบบใยแมงมุมที่จันจาร์  (Lingko or Spider Rice Fields, Cancar)

ลิงค์โก หรือ นาข้าวแบบใยแมงมุมที่จันจาร์  (Lingko or Spider Rice Fields, Cancar)

ลิงค์โก หรือ นาข้าวแบบใยแมงมุมที่จันจาร์  (Lingko or Spider Rice Fields, Cancar)

ลิงค์โก หรือ นาข้าวแบบใยแมงมุมที่จันจาร์  (Lingko or Spider Rice Fields, Cancar)

จากจันจาร์ไม่นานประมาณสิบกว่านาทีฉันก็เข้าสู่เมืองรูเต็ง เมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับเย็นวันนี้ (จริง ๆ อยากไปให้ไกลกว่านี้แต่เวลาและระยะทางไม่อำนวย ฉะนั้นต้องหยุดพัก ที่ฟลอเรสนี้ไม่แนะนำให้ขับรถหรือเดินทางตอนกลางคืน ถ้าดูจากสภาพเส้นทางแล้วคงลำบากเพราะถนนหนทางเป็นทางโค้งขึ้นเขาลงเขาคดเลี้ยว เคี้ยวไปเลี้ยวมาตลอดเส้นทาง สำหรับฉันมันน่ากลัวถ้าเกิดอะไรขึ้นตอนกลางคืนจะลำบากและที่สำคัญชาวบ้านชาวช่องที่เป็นเพื่อนร่วมทางก็ไม่มีเลย ต้องเลือกพักตามทางแบบว่าค่ำไหนนอนนั่นแล้วกัน ที่สำคัญต้องเลือกเมืองหรือหมู่บ้านที่มีที่พักหรือโรงแรมด้วยนะเพราะที่ฟลอเรสทุกหมู่บ้านหรือทุกเมืองนั้นเค้าไม่ได้มีโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์รองรับนักท่องเที่ยว อย่างหมู่บ้านจันจาร์ที่เพิ่งจากมานั้นไม่มีที่พัก ถ้าจะพักต้องโน่นเลยขับมอเตอร์ไซค์ (ถ้ามี) หรือ นั่งรถต่อไปอีกประมาณ 17 กิโลเมตร ถึงรูเต็ง

ยินดีต้อนรับหรือซาลามัต ดาตังสู่รูเต็ง (Welcome to Ruteng or Salamat Datung)

โบสถ์สีขาวตัดกับท้องฟ้ามืดครึ้ม (The gloomy sky and the white church)

เมืองรูเต็ง (Ruteng)

เมืองรูเต็ง (Ruteng)

ฉันเลือกที่จะพักที่ Lima Hotel  แต่เนื่องจากไม่ได้จองล่วงหน้าผ่านเน็ตไว้ที่พักเลยเต็ม ขับรถวนหาใกล้ๆ ก็เต็มเลยขับกลับเข้าไปในตัวเมือง โรงแรมที่ว่านั้นอยู่เลยตัวเมืองออกมาข้างนอกทำให้ต้องวนกลับเข้าไปในเมืองแถวๆตลาดดู และก็โชคดีที่เจอโรงแรมที่พอมีที่ห้องว่าง คือ ซินดา โฮเต็ล (Sindha Hotel)  และราคาก็ประมาณคืนละ 350,000 รูเปียรวมอาหารเช้า เลยไม่พูดพล่ามทำเพลงจัดการจ่ายเงินและกรอกเอกสารเข้าพัก อาบน้ำอาบท่า หาอาหารมื้่อค่ำทาน พักผ่อนเพื่อลุยต่อในวันรุ่งขึ้น


วันที่สาม "จากรูเต็ง สู่เวลังกา" : The 3rd day "From Ruteng to Welangga"

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าตัวเมืองรูเต็งเองนั้นไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากเท่าไหร่ นอกจากเราจะออกไปหมู่บ้านรอบๆใกล้เคียง ดังนั้นฉันตั้งใจว่าเมื่อเช็คเอาท์ตอนเช้าก็จะขอฝากกระเป๋าไว้กับทางโรงแรม จากนั้นก็จะขับรถไปซักสองสามแห่งใกล้ๆก่อนกลับมาเอากระเป๋าและมุ่งหน้ายังจุดหมายต่อไปของวันนี้ เมืื่อแจ้งความประสงค์กับทางโรงแรมทางพนักงานก็บอกว่าไม่เป็นไรเธอเก็บของไว้ในห้องนั่นแหละ กลับมาค่อยมาเอาแล้วกันไม่มีปัญหา 

ดังนั้นเมื่อทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ ฉันก็คว้าเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่เป็นพาหนะส่วนตัวในการเดินทางครั้งนี้ไปยังบริเวณที่เขาเรียกกันว่า โกโล จอรู (Golo Curu) ต่อทันที โกโล จอรูเป็นเนินเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของรูเต็ง เมื่อมาที่นี่ช่วงเช้าเราจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์สุดสวยของท้องนาและไร่สวนแบบขั้นบันไดบริเวณหมู่บ้านใกล้เคียงและตัวเมืองรูเต็ง รวมถึงเนินเขาและเทือกเขาที่เชื่อมต่อกันที่อยู่ห่างออกไป

ทิวทัศน์ที่เห็นเมื่อขึ้นไปถึงโกโล จอรู (Dazzling views from Golo Curu)

ทิวทัศน์ที่เห็นเมื่อขึ้นไปถึงโกโล จอรู (Dazzling views from Golo Curu)

ตัวเมืองรูเต็ง เมื่อมองจากโกโล จอรู (Dazzling view of Ruteng from Golo Curu)

จากโกโล จอรู ฉันขับรถเลยไปตามถนนเส้นที่จะไปเมืองเรโอ (Reo) ไปอีกซักประมาณ 15 กิโลเมตรจากเมืองรูเต็งเพราะว่าที่นี่มีวิวสวยๆของการทำนาแบบขั้นบันไดให้ดูหรือให้ถ่ายรูป ก่อนกลับเข้าเมืองรูเต็งเพื่อมาเอาสัมภาระที่ฝากไว้กับทางโรงแรมและออกเดินทางต่อ

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

วิวสวย ๆ จากสองข้างทางระหว่างรูเต็งไปเรโอ (Scenery along the way from Ruteng to Reo)

จากรูเต็งฉันมุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักของที่นี่ซึ่งก็คือ จาลัน ทรานส์ ฟลอเรส โดยมีจุดหมายที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลที่ชื่อ เวเล็งกา (Waelengga) ซึ่งได้จองที่พักผ่านทางอินเตอร์เน็ตไว้แล้วล่วงหน้า ระหว่างทางแวะพักทานอาหารกลางวันที่เมืองโบรง (Borong) และถือโอกาสขับรถดูโรงแรมแถวเมืองโบรงนี้ไว้ด้วย เพราะว่าตอนขากลับเข้ามาลาบวน บาโจ อาจจะต้องแวะค้างอ้างแรมระหว่างทางที่เมืองโบรงนี้เป็นแน่ เพราะดูจากระยะทางตามแผนการเดินทางที่วางไว้คร่าวๆแล้ว จากจุดที่ฉันจะไปคือทางทิศตะวันออกของฟลอเรส เพื่อกลับมายังทิศตะวันตกคือเมืองลาบวน บาโจแล้ว คงไม่สามารถเดินทางได้ภายในวันเดียวแน่ ๆ เลยคิดจะแบ่งเป็นสองวันแทนและหาเมืองที่อยู่กึ่งกลางจะได้ไม่เหนื่อยมาก ฉะนั้นก็ได้เมืองโบรงนี่แหละ ที่ดูจากแผนที่แล้วเค้าตรงกึ่งกลางระหว่างหมู่บ้านโมนิ (Moni) กับ เมืองลาบวนบาโจ พอดี

ระยะทางจากรูเต็งมาโบรง ก็ประมาณ 65 กิโลเมตร ฉันใช้เวลาประมาณ 1.20 ชั่วโมง มาถึงก็แวะพักทานอาการกลางวันที่นี่ซะเลย และช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆที่เดินเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆก็เจอกับผู้หญิงชาวตะวันตก (มารู้ทีหลังเธอเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ หรือ ชาวดัทช์ ที่มาแต่งงานกับหนุ่มฟลอเรสหลายสิบปีมาแล้ว)ที่มากับครอบครัวอินโดนีเซีย ซึ่งผู้หญิงคนนี้ก็คือเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่ฉันจองไว้และจะไปพักคืนนี้นั่นเอง เธอเข้ามาถามว่าใช่คนที่จองห้องพักไว้หรือไม่ (สงสัยหน้าตาหรือลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์ชัวร์ หรือไม่ก็ท่าทางตอนเดินไปเลือกอาหารกลางวันที่ชี้เอา ชี้เอา และถามตลอด เพราะที่ร้านไม่มีเมนูให้ แถมไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกต่างหาก)  พอพวกฉันตอบว่าใช่ เธอก็เลยแนะนำตัวและอธิบายเส้นทางที่จะไปถึงที่พักให้ฟัง และบอกว่าเธอเข้าเมืองโบรงมาเตรียมหาซื้ออาหารไว้สำหรับพวกฉันและกรุ๊ปทัวร์ที่จองไว้ล่วงหน้าอีกหนึ่งกรุ๊ป เพราะที่เธออยู่นั้นไม่มีร้านอาหารหรือร้านขายของชำ ก็เลยนัดหมายโปรแกรมกันว่าอาจจะไปถึงตอนบ่ายแก่ๆเพราะจะแวะไปอีกที่หนึ่งก่อน ซึ่งเธอก็บอกว่าไม่มีปัญหาถ้ามีอะไรก็สามารถโทรติดต่อเธอได้ 

จากโบรงฉันแวะไปชมชายหาดที่เรียกว่า จะปิ วาตู (Capi Watu) อยู่ห่างจากตัวเมืองโบรงไปประมาณ 5 กิโลเมตร ชายหาดนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่หน่วยงานท้องถิ่นในเขตมังกายรายตะวันออกสร้างสนามหรือลานกว้าง ๆขึ้นตรงริมหาด เมื่อปีค.ศ. 2009 เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆของชุมชน ในส่วนของชายหาดนั้นถือได้ว่าเป็นหาดที่เงียบสงบและชายหาดจะเต็มไปด้วยก้อนหินทั้งเล็กและใหญ่ โดยในช่วงฤดูแล้วจะก่อให้เกิดทัศนียภาพแบบพานอรามาที่สวยงามมาก

จะปิ วาตู (Cepi Watu)

จะปิ วาตู (Cepi Watu)

จะปิ วาตู (Cepi Watu)

จะปิ วาตู (Cepi Watu)
แวะพักเหนื่อยและถ่ายรูปสวยๆซักประมาณครึ่งชั่วโมง ฉันก็กลับออกมาจากชายหาดจะปิ วาตู แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ที่หมู่บ้านเวเล็งกา (Waelengga) เพื่อพักค้างคืนที่นี่ ฉันใช้เวลาเดินทางจากโบรงไปเวเล็งกาประมาณหนี่งชั่วโมงโดยไม่ได้จอดแวะพักที่ไหนเลย ใช้เส้นทางตามถนนทรานส์ ฟลอเรส จากนั้นก็จะมีแยกเล็กๆทางขวามือ ก็เลี้ยวเข้าไปตามถนนลูกรังนี้อีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึง เลโก เล็มโบ ซีไซด์ เกสต์เฮ้าส์ (Lego Lembo Seaside Gusthouse) เมื่อไปถึงเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่จองไว้ ก็มาถึงก่อนฉันแล้ว เธอออกมาต้อนรับจัดแจงให้พวกฉันเก็บมอเตอร์ไซค์ไว้ในลานจอดรถที่เตรียมไว้ และพาไปที่ห้องพักซึ่งเป็นห้องเตียงคู่ มีห้องน้ำในตัว และมีถังหรือตุ่มน้ำไว้สำหรับตักอาบในกรณีที่น้ำไหลไม่แรง หรือไม่มีไฟฟ้าเพราะที่นีใช้เครื่องปั๊มน้ำเอา  สภาพห้องกว้างขวางและสะอาดมากที่สำคัญมีมุ้งด้วย อุ่นใจขึ้นแยะเพราะไม่ต้องกลัวยุงกัดตอนนอน

ฉันสังเกตว่าที่นี่ไม่มีร้านอาหารเลย มี่แต่ร้านขายของเล็ก ๆ ของชาวบ้านสองสามร้านเท่านั้น เจ้าของเกสต์เฮ้าส์แจ้งราคาที่พักคือ 350,000 รูเปียต่อคืน รวมอาหารเช้า ส่วนอาหารเย็นนั้นคิดเพิ่มต่างหาก เป็นอันว่าการเดินทางวันที่สามนี้ของฉันสิ้นสุดลงที่นี่ วางกระเป๋าเก็บข้าวเก็บของแล้วเลยออกไปเดินเล่นชายหาด และพูดคุยกับเด็กๆที่มานั่งรอตั้งแต่ตอนเช็คอินแล้ว มารู้ภายหลังจากเจ้าของเกสตเฮ้าส์ว่าเด็กๆ พวกนี้เป็นลูกหลานของคนในครอบครัวสามีชาวฟลอเรสของเธอ ฉันมานับดูแล้วท่าทางจะเป็นครอบครัวใหญ่พอสมควร สงสัยทั้งหมู่บ้านคงจะเป็นญาติ ๆ กันหมดเป็นแน่

  
เพื่อน ๆ ตัวน้อยที่เวเล็งกามารอเล่นด้วยตั้งแต่มาถึง (Lovely new  friends at Waelengga)

เวเล็งกา (Waelengga)

เวเล็งกา (Waelengga)

เวเล็งกา (Waelengga)

เลโก เล็มโบ ซีไซค์ เกสต์เฮ้าส์ (Lego Lembo Seaside Guesthouse)

เลโก เล็มโบ ซีไซค์ เกสต์เฮ้าส์ (Lego Lembo Seaside Guesthouse)

เลโก เล็มโบ ซีไซค์ เกสต์เฮ้าส์ (Lego Lembo Seaside Guesthouse)

เลโก เล็มโบ ซีไซค์ เกสต์เฮ้าส์ (Lego Lembo Seaside Guesthouse)


วันที่สี่ "ณ เมืองบาจาวา" : The 4th day "At Bajawa"

บาจาวา (Bajawa)  เป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองงาด่าห์ (Ngada) ที่มีความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่เมืองนี้อากาศค่อนข้างเย็นในตอนกลางคืน ฉะนั้นขอแนะนำให้นำเสื้อกันหนาว(ไม่จำเป็นต้องหนาเตอะ)ติดตัวมาด้วยก็ดี ที่เมืองนี้แหล่งน้ำร้อนหลายแห่งเนื่องด้วยอยู่ไม่ไกลจากภูเขาไฟอินนิรี่ (Gunung Inerie) คำว่า กุนุง แปลว่า ภูเขาไฟ ซึ่งการจะถ่ายรูปภูเขาไฟนั้น เค้าบอกว่าให้ถ่ายตอนประมาณช่วงเช้าเพราะถ้าสายมากๆหรือบ่ายๆไปแล้วจะมีหมอกปกคลุม ทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวภูเขาไฟได้เลย

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเมืองบาจาวาจะใช้เมืองนี้เป็นฐานในการเดินป่าหรือไฮกิ้ง (Hiking) และไปเยี่ยมชมหมู่บ้านโบราณที่อยู่รายล้อมเมืองแห่งนี้ รวมถึงใช้เป็นเมืองที่แวะเข้ามาทั้งเติมเสบียงสำหรับการเดินทางทั้งข้าวของเครื่องใช้และเงิน เพราะเมืองนี้มีตู้เอทีเอ็มซึ่งเราสามารถกดเงินได้ในกรณีที่แลกเงินมาไม่พอสำหรับการเดินทาง

ที่นี่มีโรงแรมให้เลือกหลายระดับและมีร้านอาหาร ร้านขายของชำ และแม้แต่บริษัทนำเที่ยวหรือไกด์ซึ่งเราสามารถสอบถามข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหรือเส้นทางเดินป่าจากบริษัทนำเที่ยวเหล่านั้นได้ ซึ่งฉันก็ได้แผนที่ที่น่าสนใจรอบๆเมืองบาจาวาจากไกด์คนหนึ่งที่มีบริษัทนำเที่ยวของตัวเองอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่ฉันพักนั่นเอง


กุนุง หรือภูเขาไฟ อิเนรี่ (Gunung Ineri)

กุนุง หรือภูเขาไฟ อิเนรี่ (Gunung Ineri)

ฉันใช้เวลาเดินทางจากเวเล็งกามายังบาจาวา ประมาณ 1.30 ชั่วโมง มาถึงนี่ตอนประมาณสายๆเลยขับมอเตอร์ไซค์วนหาโรงแรมที่พัก จนในที่สุดตกลงปลงใจเลือกพักที่ ลูคัส ลอดจ์ (Lucus Lodge) เนื่องจากฉันไม่ได้จองห้องพักมาล่วงหน้า เลยต้องตระเวนหาเมื่อมาถึง และราคาห้องที่นี่อยู่ที่ 250,000 รูเปียรวมอาหารเช้า ห้องที่ฉันพักไม่มีน้ำอุ่น ฉะนั้นน้ำที่อาบหรือล้างหน้าล้างตานั้นน้ำที่ไหลออกมาจากก็อกนั้นเย็นเชียบมาก ฉะนั้นใครที่ไม่สามารถหรือไม่ชอบอาบน้ำเย็น ก็แนะนำให้เลือกห้องที่ราคาแพงกว่านี้หน่อย ตอนที่ฉันไปนั้นมีสองห้องเท่านั้นที่มีน้ำอุ่น

หลังจากขับมอเตอร์ไซค์ตระเวนหาร้านอาหารหรือภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า วารุง หรือ รูมา มะกัน (Warung / Rumah Makan) ในตลาดเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ใช้เวลาช่วงบ่ายไปดูหมู่บ้านโบราณดั้งเดิมหรือที่เขามักเรียกกันว่า ทราดิชั่นแนล วิลเลจ  (Traditional Village) ที่ หมู่บ้าน เบน่า (Bena) ตั้งอยู่ห่างจากบาจาวาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 16 กิโลเมตร ในบริเวณที่เชิงภูเขาไฟอิเนรี่ เบน่าเป็นหมู่บ้านโบราณที่มีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมากที่สุดในบรรดาหมู่บ้านที่อยู่ในเขตงาด่าห์ เมื่อเราเดินเข้ามาในเขตของเบน่า เราจะเห็นอนุสรณ์สถานที่เป็นหิน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อบูชาบรรพบุรุษ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ถูกบำรุงรักษาไว้อย่างดีมานานกว่า1,200 ปีอยู่ภายในหมู่บ้าน



หมู่บ้าน เบน่า (Bena Traditional Village)

บ้านเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีหลังคาทรงสูง (จะมุงด้วยจากหรือหญ้าคาใบไผ่ หรือหญ้าแฝก อันนี้ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าเป็นวัสดุธรรมชาติแต่จะเป็นหญ้าหรือใบอะไรนั้นฉันไม่มีความรู้จริงๆดูเอาตามรูปแล้วกัน) ซึ่งเราสามารถเห็นได้แต่ไกล ๆ และตัวหมู่บ้านเองจะแบ่งเป็นสองแถวหรือสองฝั่ง ที่ลานศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงกลางหมู่บ้านก็จะมีศาลเจ้าตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งคู่หรือสองศาล ซึ่งแต่ละศาลก็จะเป็นตัวแทนของบ้านในแต่ละฝั่งหรือแถว ซึ่งศาลทั้งสองถือเป็นศาลแห่งบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า งาดู่ห์ (Ngadhu) และ บาก่า (Bhaga)

งาดู่ห์ (Ngadhu) มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ร่ม(สำหรับฉันเห็นว่าคล้ายกับดอกเห็ดมากกว่า) ถือเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษฝ่ายชายบริเวณลำตัวถูกตกแต่งด้วยลวดลายสลัก และส่วนยอดจะตกแต่งเป็นรูปคล้ายนักรบ งาดู่ห์เป็นสัญญลักษณ์ของความโหดเหี้ยมและเข้มแข็ง การสร้างงาดู่ห์นี้เค้าจะเลือกต้นไม้ที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งฉันไม่รู้ว่าพิเศษอย่างไร โดยตัดเอาลำต้นมาแกะสลักและเมื่อเสร็จแล้วผู้ชายทั้งหมดในหมู่บ้านจะพากันแบกลำต้นหรือเสางาดู่ห์นี้เข้ามาตามเส้นทางที่ทำพิธีกรรมเข้าสู่หมู่บ้าน

ส่วน บาก่า (Bhaga) นั้นเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษฝ่ายหญิง มีลักษณะเป็นกระท่อมเล็กๆที่มุงหลังคาด้วยใบจากหรือหญ้าแฝกหรือไม่ก็หญ้าคา (อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้ว) ซึ่งจะมีรูปร่างเหมือนบ้านแบบดั้งเดิมขนาดเล็ก บาก่าเป็นสัญญลักษณ์ของบ้านเรือนที่ศักดิ์สิทธิ์และรูปร่างของผู้หญิง และพื้นที่ในตัวบาก่าถือว่ากว้างพอสำหรับคนหนึ่งถึงสองคนที่จะสามารถเข้าไปประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อบูชาบรรพบุรุษฝ่ายหญิงได้

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

งาดู่ห์ และ บาก่า (Ngadhu and Bhaga)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

งาดู่ห์ สัญญลักษณ์แห่งบรรพบุรุษฝ่ายชาย (Ngadhu, the male ancestor)

บาก่า สัญญลักษณ์แห่งบรรพบุรุษฝ่ายหญิง (Bhaga, the female ancestor)

เบน่า หมู่บ้านแบบโบราณดั้งเดิม (Bena, the traditional village)

จากเบน่าฉันไปต่อที่บ่อน้ำร้อนมานาลาเก (Malanage Hot Spring) หรือคนท้องถิ่นจะเรียกว่า เวย์ บานา มานาลาเก (Wae Bana Malanage) ที่อยู่ไม่ไกลเลยจากเบน่าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งจะผ่านหมู่บ้านนาเก (Nage Village) จะเป็นเหมือนลำธารหรือแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไม่ใช่บ่อน้ำร้อนเหมือนบ้านเราแต่เป็นลำธารทั้งสายเลย ที่ถือว่าพิเศษและแตกต่างจากที่อื่นๆคือ ที่นี่เป็นจุดรวมสายน้ำเย็นและสายน้ำร้อนในคราเดียวกัน สายน้ำร้อนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาไฟที่มีอุณหภูมิประมาณเกือบ 96 องศาเซลเซียสไหลเข้ามาผสมกับสายน้ำเย็นจากน้ำตก เวย์ รัว (Wae Roa) ผสมผสานกันเป็นลำธารน้ำร้อนตามธรรมชาติ ตอนที่ฉันไปที่นี่ไม่มีการเก็บเงินค่าเข้า แต่จะมีสมุดเยี่ยมและให้เราบริจาคเงินเพื่อทะนุบำรุงสถานที่เท่านั้น


แหล่งน้ำร้อนมานาลาเก (Malanage Hot Spring)

แหล่งน้ำร้อนมานาลาเก (Malanage Hot Spring)

ถนนไปยังเบนา และ มาลานาเก (Road to Bena and Malanage Hot Spring)

วันที่ห้า "เตร็ดเตร่ ใกล้ ๆ บาจาวา" : The 5th day "Sight-seeing around Bajawa"

เมื่อวานฉันขอแผนที่จากบริษัทนำเที่ยวซึ่งที่นี่เขาติดป้ายไว้ว่า Tourist Information ที่อยู่เยื้องๆกับเกสต์เฮ้าส์ที่ฉันพัก วันนี้ทั้งวันเลยกะว่าจะขับมอเตอร์ไซค์ไปตามหมู่บ้านที่ปรากฎบนแผนที่แผ่นนั้นดู

ฉันใช้ถนนทรานส์ ฟลอเรส มุ่งหน้าไปทิศทางของเมืองเอ็นเด (Ende) ซึ่งก็คือมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของเกาะไปเรื่อยๆจนกระทั่งเลย เมตาโลโก Metaloko ซักพัก จากนั้นฉันก็เลี้ยวขวาเข้าไปตามป้ายที่เขาเขียนไว้ว่า ไป เลโก (Leko) ลาจา (Laja) อูตาเซโก  (Utaseko) ขับไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เห็นป้าย ก็อาศัยถามทางชาวบ้านแถวนั้นเอา

ถนนเส้นนี้เป็นถนนสองเลนเล็กๆราดยางและมีสภาพค่อนข้างดี วิวสองข้างทางนั้นถือว่าสุดยอดเป็นนาข้าวแบบขั้นบันไดที่เหมือนทิ้งตัวลงสู่ทะเลด้านล่าง มีหมู่บ้านเล็กๆตามข้างทางเป็นระยะๆเรียกได้ว่าเป็นที่ที่ท้องนา ภูเขา และทะเลมาบรรจบกันงดงามมาก ถ้าถามว่าใช้เวลาเท่าไหร่ในการเดินทาง ก็ต้องบอกว่าไม่สามารถบอกได้เพราะว่าไปทั้งวันและขับไปเรื่อยๆจอดซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อถามทางและถ่ายรูปซึ่งอย่างหลังจะแยะกว่าอย่างแรก


ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)

ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)

ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)


ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)

ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)

ตลาดเช้าริมถนนทรานส์ ฟลอเรส ที่โดโรแปร์ (Morning Market along Jl. Trans Flores at Dorupare)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)
  
ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

ทิวทัศน์ระหว่างทางไป อูตาเซโก (Scenery along the way to Utaseko)

อูตาเซโก (Utaseko Village)

อูตาเซโก (Utaseko) เป็นหมู่บ้านเล็กๆติดทะเล ฉันก็ได้แต่แวะถ่ายรูปตามทางไม่ได้เข้าไป เพราะว่าจากอูตาเซโกนี้ฉันไปต่อที่บ่อน้ำร้อนโบบา (Boba Hot Spring) ที่นี่เป็นบ่อน้ำร้อนที่ไม่ใหญ่มากและกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนมากไม่รู้จัก ตอนที่ฉันเข้าไปคุณลุงที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือคนเฝ้าที่นี่ยังตกใจเลยว่าฉันรู้จักที่นี่ได้อย่างไร และเอาสมุดเยี่ยมมาให้ฉันเซ็นต์ชื่อด้วย เนื่องจากคุณลุงคนนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขาเลยโทรหาอีกคนหนึ่งที่เป็นเหมือนไกด์พอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง มาคุยกับพวกฉัน แต่เมื่อพ่อหนุ่มคนนี้มาถึงเราก็คุยกันได้ไม่มากเพราะเขาเองก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง ก็ได้แต่ถามว่ารู้จักได้อย่างไรและช่วยโปรโมทสถานที่ให้หน่อยจะได้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ฉันตกปากรับคำว่าจะช่วยเป็นปากเป็นเสียงกระจายข่าวให้ จากนั้นจึงร่ำลากันก่อนกลับออกมา เพื่อแวะไปยังที่หมายอื่นๆตามโปรแกรมในวันนี้ต่อ 

บ่อน้ำร้อน โบบา (Boba Hot Spring)

บ่อน้ำร้อน โบบา (Boba Hot Spring)

บ่อน้ำร้อน โบบา (Boba Hot Spring)

บ่อน้ำร้อน โบบา (Boba Hot Spring)

ขากลับเข้ามาบาจาวาฉันแวะไปดูหมู่บ้านโบราณดั้งเดิมอีกแห่งหนึ่งที่ชื่อ โวโก (Wogo Old Village) สำหรับฉันหมู่บ้านนี้ก็คล้ายๆ กับที่เบน่า แต่สวยน้อยกว่า


หมู่บ้านโวโก (Wogo Old Village)

หมู่บ้านโวโก (Wogo Old Village)

หมู่บ้านโวโก (Wogo Old Village)


วันที่หก "ไป ริยุง" : The 6th day "Heading to Riung"

ริยุง (Riung) เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆที่อยู่ทางทิศเหนือห่างจากบาจาวาประมาณ 72 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในด้านการทำสวนปะการังหรืออนุบาลปะการังและบริเวณชายฝั่งและเกาะแก่งต่างๆใกล้เคียงกับริยุง ได้รับการสถาปนาให้เป็นอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ในอนุรักษ์ธรรมชาติ ในชื่อของอุทยานแห่งชาติ ปูเลา ตูจุห์ เบลาส (Pulau Tujuh Belas) หรืออุทยานแห่งชาติหมู่เกาะ 17 แห่ง (17 Islands National Park)

ถนนหนทางจากบาจาวา มา ริยุง นั้น เรียกได้ว่า สาหัสสากรรจ์นัก สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นโพรงทั้งเล็กและใหญ่ (ไม่ใช่จาลันทรานส์ฟลอเรสซุปเปอร์ไฮเวย์นั่นเอง) นั่งไปประมาณว่าเครื่องในจะหลุดก็ไม่ปานกระแทกกระทั้นจนเมื่อยไปหมด ฉันใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง คือออกจากบาจาวาประมาณ 8.00 มาถึงริยุงประมาณ 11.30 เล่นเอาปางตาย เมื่อยและปวดร่างกายส่วนล่างไปทั่ว

ที่นี่ฉันเลือกพักที่ บินตัง บิสซาตา (Bintang Wisata) ในราคาคืนละ 250,000 รูเปียรวมอาหารเช้า ที่โรงแรมนี้จะมีเครื่องปั่นไฟอยู่หน้าโรงแรม ฉันเกรงว่ากลางคืนเสียงเครื่องปั่นไฟจะดังเลยเลือกเอาห้องด้านท้ายๆของโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปหน่อยซึ่งก็ค่อยยังชั่วหน่อยไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ หรือว่าอาจเป็นเพราะ เหนื่อยมากจนหลับไม่ได้ยินอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

หลังจากเก็บข้าวเก็บของแล้วฉันก็ไปต่อที่ท่าเรือ เพราะตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะหาเช่าเรือไปตามหมู่เกาะต่างๆ เพราะที่หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีอะไรนอกจากเป็นประตูสู่เกาะทั้ง 17 เกาะในเขตอุทยานแห่งชาติที่ว่า ดังนั้นที่ที่จะพอหาข้อมูลได้นอกจากโรงแรมที่พักแล้วก็น่าจะมีท่าเรือนี่แหละ ว่าแล้วก็จัดการเดินไปดูซะเลย และก็ไม่ผิดหวัง เพราะที่ท่าเรือนี้มีร้านอาหารเล็กๆชื่อ ริคโก ริคโก คาเฟ่ (Rico Rico Cafe) พอเดินเข้าท่าเรือไปแล้วร้านจะอยู่ทางขวามือ นั่งทานกลางวันและสอบถามข้อมูลเจ้าของร้าน เค้าก็เอาโปรแกรมมาให้ดูเพราะเค้าสามารถจัดหาเรือให้ได้ด้วย ในที่สุดก็เลือกโปรแกรมทั้งค่าเรือ อาหารกลางวัน และค่าเข้าอุทยาน รวมอยู่ด้วยสำหรับ 4-5 คน แต่ฉันมีสมาชิกไม่ครบเลยต้องหาเพิ่ม และก็โชคดีซักพักก็มีสองสาวชาวเยอรมัน ที่มาเรียนภาษาอินโดนีเซีย และเรียนจบคอร์สแล้วทั้งสองนางเลยขอเที่ยวให้ทั่วอินโดนีเซียก่อนกลับประเทศตัวเอง สุดท้ายก็ได้ครบตามจำนวนและนัดหมายการเดินทางในวันพรุ่งนี้ 

ท่าเรือ ริยุง (Riung Pier)

บ้านชาวประมงบริเวณท่าเรือ ริยุง (Fishermen House at Riung Pier)

บ้านชาวประมงบริเวณท่าเรือ ริยุง (Fishermen House at Riung Pier)


ท่าเรือ ริยุง (Riung Pier)

ถึงแม้ว่าริยุงจะเป็นหมู่บ้านชาวประมงติดทะเล แต่ที่นี่ไม่ได้มีชายหาดสำหรับเล่นน้ำ มีแต่ป่าโกงกางซะเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นถ้าอยากเล่นน้ำแล้วต้องขับมอเตอร์ไซค์ หรือถ้าใครไม่มีก็ต้องจ้างแท๊กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาไปที่หาดวาตุลาจา (Watulajar Beach) ซึ่งอยู่ห่างจากริยุงไปประมาณ 20 นาที (เดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์) เป็นชายหาดทรายสีน้ำตาลไม่ใช่หาดทรายสีขาว และมีวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม ที่นี่ก็มีตัวแทนนำเที่ยวอุทยานแห่งชาติเหมือนที่ริยุงรวมถึงมีที่บังกะโลและที่เกสต์เฮ้าส์ให้พักแรมด้วย

หาดวาตุลาจา (Watulajar Beach)


หาดวาตุลาจา (Watulajar Beach)
หาดวาตุลาจา (Watulajar Beach)

วันที่เจ็ด "เที่ยวอุทยานแห่งชาติ ปูเลา ตูจุห์ เบลาส" : The 7th day "Islands hopping at Pulau Tujuh Belas"


วันนี้มาตามนัดหมายไว้กับทางคนที่จัดเรือนำเที่ยวเกาะในท้องทะเลแถวริยุงที่เวลา 09.00 และจ่ายเงินค่าทัวร์คนละ 300.000 รูเปีย (ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติที่นี่ ต่างชาติอย่างฉันจ่ายคนละ 100.00 รูเปียที่เหลือเป็นค่าเรือและค่าอาหารกลางวันไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์ดำน้ำตื้น เพราะฉันหอบติดตัวจากบ้านไปด้วยแบบว่าเที่ยวอินโดหลายครั้งแล้วเลยรู้ทันบริษัทนำเที่ยวว่าไม่ค่อยให้ฟรีเลยดักทางได้ถูก) และจากนั้นก็ออกไปตามเกาะแก่งต่างๆจะครบทั้ง 17 เกาะหรือไม่นั้นก็ลืมนับไป รู้แต่ว่าไปทั้งวันกลับเข้ามาฝั่งอีกทีก็ประมาณ 16.00 น.

ทริปนี้ฉันจะมีแต่รูปที่ถ่ายจากไอแพดเท่านั้น ฉะนั้นภาพของโลกใต้ท้องทะเลที่อุทยานแห่งชาติ 17 เกาะนี้สูญหายไปกับหน่วยความจำหรือเม็มโมรี่การ์ดของกล้องถ่ายรูปที่สามารถถ่ายใต้น้ำได้ เลยไม่มีรูปใต้น้ำมานำเสนอ และเก็บไว้เป็นที่ระลึก เสียดายมากมาก 


ฟลายอิ้ง ฟ๊อกซ์ ค้างคาวบินหรือค้างคาวผลไม้ (Flying Fox or Fruit Bat)

ฟลายอิ้ง ฟ๊อกซ์ ค้างคาวบิน หรือ ค้างคาวผลไม้ (Flying Fox or Fruit Bat)

อุทยานแห่งชาติ ปูเลา ตูจุห์ เบลาส (Pulau Tujuh Belas)


อุทยานแห่งชาติปูเลา ตูจุห์ เบลาส (Palau Tujuh Belas)

ปูเลา ตูจุห์ เบลาส (Pulau Tujuh Belas)

ปูเลา ตูจุห์ เบลาส (Pulau Tujuh Belas)

วันที่แปด "เมืองเอ็นเด" : The 8th day "Ende"

หลังจากทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้และร่ำลาบรรดาพนักงานในโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาแบกเป้ขึ้นหลังมอเตอร์ไซค์คู่กายเพื่อออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางของวันนี้คือเมืองเอ็นเด ซึงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฟลอเรสต่อไป เรียกได้ว่า การเดินทางของฉันนั้น มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของเกาะเรื่อยๆ

จากริยุงไปเอ็นเดนั้นฉันใช้เส้นทางที่ผ่านเมืองมบาย (Mbay) หรือที่นักท่องเที่ยวส่วนมากจะออกเสียงว่า เอ็มบาย และถนนที่ใช้ก็คือจาลัน ทรานส์ ฟลอเรสอีกเช่นเคย ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถนนนี้ตัดผ่านไปทั่วเกือบทุกเมืองสำคัญๆของเกาะ นั่นก็เพราะว่าถนนเส้นนี้เป็นเหมือนถนนหลวงหลักหรือซุปเปอร์ไฮเวย์ของบ้านเค้า ดังนั้นเวลาจะไปไหนถ้าอยากเจอถนนสภาพดีและกว้างขวางแล้วก็ต้องวางใจเลือกใช้พี่ถนนเส้นนี้เท่านั้น

สองข้างทางจากริยุงไปมบายนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ถนนเลียบชายฝั่ง มีวิวสวยๆของป่าโกงกาง และท้องทะเลเป็นเพื่อนร่วมทางไปตลอด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากมบายฉันใช้เส้นทางที่ตัดลงมาทางใต้ผ่านอาเกลีย (Aeglea) ซึ่งช่วงนี้ใช้เวลาประมาณอีก 1 ชั่วโมงเช่นกัน จากนั้นก็ลงใต้มาเรื่อยๆตามเส้นทางจนถึงเอ็นเด (Ende) และเส้นทางในช่วงนี้กินเวลาทั้งสิ้น 1.30 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้นจากริยุงถึงเอ็นเด ฉันใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3.30 นาทีทั้งจอดถามเส้นทางและจอดถ่ายรูปรวมถึงเติมน้ำมันด้วย 


บรรยากาศในปั้มน้ำมัน (Queue up at the gas station)

ก่อนถึงเอ็นเดฉันแวะพักที่ชายหาดแห่งหนึ่งที่มีก้อนหินหรือก้อนกรวดที่ถูกกัดเซาะจากน้ำทำให้มีผิวเป็นมันเลี่ยมกลมๆหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เพ็บเบิล (Pebble) หรือสโตน (Stone) ที่มีชื่อว่าเดอะ บลู เพ็บเบิล (สโตน) บีช (The Blue Pebble/Stone Beach) แต่ที่นี่เป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นว่า ปันตาย เป็งกาจาวา (Pantai Penggajawa) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเอ็นเดไปทางทิศตะวันตกประมาณ 25 กิโลเมตร สังเกตง่ายๆคือชายหาดที่นี่เต็มไปด้วยก้อนหินสีน้ำเงิน เราสามารถลงว่ายน้ำเล่นที่หาดนี้ได้ด้วย แต่ขอแนะนำว่าให้ใส่ชุดว่ายน้ำแบบบ้านเราคือพวกเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นที่ไม่สั้นมาก ไม่ควรใส่ชุดว่ายน้ำแบบวันพีซยิ่งทูพีซด้วยแล้วลืมไปได้เลยไม่ต้องแม้แต่จะคิดใส่ เพราะชุมชนที่นี่คือชุมชนมุสลิม ฉะนั้นควรจะเคารพสถานที่และวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นด้วย ตามสองข้างทางเราจะเห็นก้อนหินกองเรียงรายกันอยู่เป็นกองๆนั่นก็คือชาวบ้านที่นี่นิยมมาเก็บก้อนหินแล้วนำมาบดหรือตีเป็นผงเล็กๆ ละเอียดบ้างไม่ละเอียดบ้างก็มีเพื่อนำไปขายหรือบางทีก็ขายเป็นก้อนๆสำหรับคนที่ต้องการซื้อไปสะสม ข้อแนะนำอีกประการหนึ่งสำหรับการมาพักผ่อนหรือเล่นน้ำที่ชายหาดแห่งนี้คือที่นี่ไม่มีอาหารหรือซุ้มขายของ ฉะนั้นให้เตรียมอาหารและน้ำมาด้วยถ้าหากจะเล่นน้ำกันเป็นวันๆ 

ปันตาย เป็งกาจาวา ชายหาดแห่งก้อนหินสีน้ำเงิน (Pantai Penggajawa)

ปันตาย เป็งกาจาวา ชายหาดแห่งก้อนหินสีน้ำเงิน (Pantai Penggajawa)

ปันตาย เป็งกาจาวา ชายหาดแห่งก้อนหินสีน้ำเงิน (Pantai Penggajawa)

ปันตาย เป็งกาจาวา ชายหาดแห่งก้อนหินสีน้ำเงิน (Pantai Penggajawa)

จากรูปข้างบนจะเห็นได้ว่าท้องฟ้ามืดครึ้มไปหมดฉะนั้นสิ่งที่ทำได้คือ เมื่อถึงเอ็นเดแล้ว ฉันรีบแวะจอดพักหามื้อกลางวันทานก่อนที่จะลุยไปหาโรงแรมที่พักสำหรับคืนนี้ โชคดีที่ตัดสินใจหาอะไรรองท้องก่อนหาที่พักเพราะว่าเข้าร้านอาหารไม่ทันไร ฟ้าก็รั่วลงมาอย่างหนักประมาณชั่วโมงกว่าๆเล่นเอานั่งเล่น ลุกเดินไปมาคุยกับเจ้าของร้านและอ่านหนังสือพลางๆเกือบชั่วโมงแล้วพี่ฝนก็ยังไม่ยอมหยุด และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในหนึ่งหรือสองชั่วโมงข้างหน้านี้อีกด้วย พอฝนเริ่มเพลาลงฉันเลยรีบคว้ามอเตอร์ไซค์และบึ่งออกตระเวนหาที่พักโดยไม่รอรี (ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อีกข้อหนึ่งในการเดินทางมาฟลอเรส นอกจากเราจะต้องเตรียมเสื้อกันหนาวสำหรับเมืองที่มีอากาศเย็นแล้ว สิ่งที่ถือว่ามีประโยชน์อีกอย่างหนึ่่งที่ควรนำติดตัวมาด้วยคือเสื้อกันฝน ไม่แนะนำให้ใช้ร่มเพราะถ้าฝนตกหนักร่มก็เอาไม่อยู่ เอาเป็นเสื้อกันฝนจะดีกว่า เพราะใส่คลุมได้ทั้งตัวแถมรวมด้วยเป้เราอีก)

ฉันพักกลางวันที่ร้านอาหารที่ชื่อ บาบี ฮ็อต (Babi Hot) คำว่า บาบี ในภาษาอินโดนีเซียนั้นแปลว่า หมู เจ้าของร้านเห็นพวกฉันเดินเข้าไปเขารีบแจ้งเมนูก่อนเลยว่า ร้านฉันมีแต่บาบีนะยู ฉันก็เลยยิ้มและตอบกลับไปว่าไม่เป็นไร ไอชอบบาบี ดีซะอีกจะได้เปลี่ยนจาก อะยัม (ไก่) โกเร็ง (ทอดหรือผัด) ที่กินทุกวันมาเป็น บาบี โกเร็งบ้าง คำตอบของฉันเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของร้านและลูกค้าสองสามคนที่อยู่ในร้านได้อย่างครื้นเครงทีเดียว เฮ้อค่อยยังชั่วหน่อยได้รอยยิ้มและบรรยากาศที่เป็นมิตรตั้งแต่ก้าวแรกเลย ในความเป็นจริงผู้คนที่นี่ก็เป็นมิตรอยู่แล้ว 

ฟ้ารั่วเมื่อมาถึงเอ็นเด (Heavy Rain while arriving in Ende)

เมืองเอ็นเด (Ende) เป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองเอ็นเด ตั้งอยู่ทางใต้ประมาณกึ่งกลางของเกาะฟลอเรส เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะและถือเป็นประตูสู่เกาะซุมบา (Sumba Island) และเมืองกุปาง (Kupang) ของติมอร์ตะวันตก (West Timor) ผู้คนส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นชาวมุสลิม (ตอนนี้หลายคนรวมทั้งฉันด้วยคงจะถึงบางอ้อแล้ว ว่าทำไมเจ้าของร้านอาหารที่ฉันเข้าไปทานมื้อกลางวัน ถึงได้รีบเข้ามาบอกว่าร้านเค้ามีแต่หมูนะ)  ที่นี่มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงแค่ทางผ่านไปยังหมู่บ้านโมนิ (Moni) เพื่อไปที่จะไป กะลิโมตู (Kelimutu) หรือแวะพักระหว่างทางเพื่อต่อไปยังเมืองบาจาวาหรือริยุงเท่านั้น แต่ฉันเลือกค้างคืนที่นี่เพื่อดูวิถีชีวิตของผู้คนตลาดและตลาดปลาสดๆยามเช้ารวมถึงท่าเรือที่เอ็นเดแห่งนี้ด้วย คืนนี้ฉันได้ที่พักที่โรงแรม มะกันนูลามิ (Makanulami Hotel) ที่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือและตลาดรวมถึงสนามกีฬาเท่าไหร่ ราคาห้องพักคือ 250,000 รูเปียต่อคืนเป็นห้องสุพรีเรีย ส่วนห้องสแตนดาร์ดทั่วไปคือ 200,000 รูเปีย ถามว่าต่างกันอย่างไรสองห้องนี้ ก็เห็นเป็นแค่ขนาดของห้อง และเตียงที่ห้องสุพรีเรียมีเตียงใหญ่และเตียงเล็ก ส่วนห้องสแตนดาร์ดนั้น มีเตียงคู่ หรือไม่ก็เตียงเล็กสองเตียง ราคาที่บอกไม่รวมอาหารเช้านะ แต่สำหรับฉันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ขอให้ห้องสะอาด มีห้องน้ำในตัวเป็นใช้ได้ ส่วนอาหารเช้าพรุ่งนี้ก็จับมอเตอร์ไซค์ไปหากินที่ตลาดเอา ไม่ยาก ไม่เย็น ไม่เป็นปัญหา


วันที่เก้า "จากเอ็นเด มุ่งหน้า โมนิ" : The 9th Day "From Ende to Moni"

วันนี้จุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่ โมนิ (Moni) ซึ่งเวลาเดินทางที่ใช้ก็ประมาณ 2 ชั่วโมง ดังน้ันฉันจึงมีเวลาพอที่จะไปตระเวนตลาดเอ็นเดได้หลังอาหารมื้อเช้า (เพราะเมื่อวานเย็นก็ไปมาแล้ว แต่ยังไม่เห็นตลาดเช้า และตลาดปลาสด เห็นแต่ตัวเมืองเท่านั้นเอง)

ท่าเรือเอ็นเด มองจากดาดฟ้าที่โรงแรม (Ende Harbor, viewed from the hotel's terrace)

ภูเขาไฟ อิยา (Gunung Iya, viewed from the hotel's terrace)

เมืองเอ็นเด (Ende)

ท่าเรือเอ็นเด (Ende Harbor)

ตลาดเช้าเอ็นเด (Morning market, Ende)

ตลาดเช้าเอ็นเด (Morning market, Ende)

ตลาดเช้าเอ็นเด (Morning market, Ende)

ตลาดเช้าเอ็นเด (Morning market, Ende)

ตลาดปลาสดที่เอ็นเด (Fish market, Ende)

ตลาดปลาสดที่เอ็นเด (Fish market, Ende)

ตลาดปลาสดที่เอ็นเด (Fish market, Ende)

ตลาดปลาสดที่เอ็นเด (Fish market, Ende)

ตลาดเช้าที่เอ็นเด (Morning market, Ende)

เต็มถังเลยครับ  ("Full", Please!)

โมนิ (Moni) เป็นหมู่บ้านเล็กๆล้อมรอบไปด้วยนาข้าวและทิวเขารายล้อม อาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา ที่นี่มีที่เกสต์เฮ้าส์และโฮมสเตย์อยู่นับสิบแห่งเรียงรายติดๆกันไปตามถนนเส้นเดียวที่พาดผ่านหมู่บ้าน ฉะนั้นไม่ต้องกลัวหลงเดินไปตามถนนและเลือกที่พักหรือแม้แต่ร้านอาหารที่ถูกใจได้เลย นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ มีเป้าหมายหลักคือปีนภูเขาไฟที่ดับแล้ว เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลสาบสามสีที่ภูเขาไฟกะลิมูตู (Gunung Kelimutu) ซึ่งฉันก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เลือกมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลนี้นั่นเอง นอกจากภูเขาไฟกะลิมูตูแล้วที่นี่ยังมีการเดินป่าผ่านหมู่บ้านต่างๆที่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ฉันไม่ได้จองที่พักล่วงหน้าเลยขับมอเตอร์ไซค์มาตามถนนเส้นเดียวของหมู่บ้านไม่นานก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งเรียกถาม ว่าพวกเธอต้องการที่พักหรือเปล่า ถามไปถามมาชายผู้นี้บอกว่าฉันเปิดเกสต์เฮ้าส์สำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อได้ยินดังนั้นฉันเลยลองตามเขาไปดูหน้าตาที่พักของเขาว่าเป็นอย่างไร เมื่อไปถึงเห็นว่าสะอาดสะอ้านดีและราคาก็สมเหตุสมผล เลยตกลงปลงใจเลือกพักที่นี่ที่ ซิลเวสเตอร์ (ไม่ใช่ สตาโลน) ลอดจ์ (Slyvester lodge) ในราคา 200,000 รูเปียต่อคืน รวมอาหารเช้า ฉันตกลงพักสองคืน ที่หมู่บ้านนี้มีที่พักหลายราคาให้เลือกแล้วแต่ว่าจะชอบและถูกในแบบไหน ส่วนฉันเลือกที่นี่เพราะสะอาดและราคาโอเค สองเพราะขี้เกียจตระเวนหาแล้ว จะได้วางของวางเป้และเอาเวลาครึ่งวันที่เหลือไปต่อที่ โคคา บีช (Koka Beach) ได้ โคคาบีชเป็นหาดทรายขาวที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะฟลอเรสตามถนนจาลัน ฟลอเรส ที่นี่มีคลื่นลูกโตๆและลมแรงๆเหมาะสำหรับนักเซิร์ฟคลื่นทั้งหลายแต่เผอิญไม่ใช่ฉัน สำหรับใครที่หิวที่นี่ก็มีร้านอาหารเล็กๆของชาวบ้านที่ขายเครื่องดื่มและป๊อบหมี่ (หรือมามาคัพบ้านเรานั่นเอง) ขายประทังความหิวไปได้ดีทีเดียว เมื่อขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดเราจะต้องเสียค่าจอดรถด้วยอีก 5,000 รูเปีย จะจอดนานกี่ชั่วโมงก็เสียราคาเดียวนี่แหละ 

ชายหาดโคคา (Koka Beach)

ชายหาดโคคา (Koka Beach)

ชายหาดโคคา (Koka Beach)

ชายหาดโคคา (Koka Beach)


วันที่สิบ "ทะเลสาบสามสี ที่ กะลิมูตู" : The 10th day "Three colors lakes at Mount Kelimutu"

กุนุง กะลิมูตู (Gunung Kelimutu) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติตามัน นาซิยองนาล กะลิมูตู (Taman Nasional Kalimutu)  ที่ประกอบด้วยเทือกเขาและภูเขาหลายๆลูก โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดในกลุ่มคือยอดเขากะลิบารา (Mount Kelibara) ที่สูงถึง 1.731 เมตร ส่วนกะลิมูตูนั้นบนยอดมีทะเลสาบที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วถึง 3 ทะเลสาบอยู่บนยอดซึ่งแต่ละทะเลสาบจะมีสีต่างกัน และแต่ละปีจะทะเลสาบทั้งสามแห่งนี้จะค่อยๆเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆอีกด้วย ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดรวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะฟลอเรสอีกด้วย

ในอดีตทะเลสาบทั้งสามแห่งบนยอดกะลิมูตูนี้มีสีที่เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยอยู่ตลอด และปัจจุบันนี้ทะเลสาบทั้งสามนั้นมีสีน้ำตาลเข้ม สีเขียวเข้ม(สำหรับฉันแล้วออกไปทางสีฟ้าน้ำทะเลมากกว่า) และสีแดง เหตุผลที่ว่าทำไมทะเลสาบทั้งสามแห่งนี้ถึงได้มีสีที่เปลี่ยนไปนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายบอกว่า เป็นเพราะแร่ธาตุต่างๆที่เป็นส่วนประกอบของน้ำในทะเลสาบนั่นเอง นั่นคือเปลี่ยนสีไปตามแร่ธาตุที่แตกต่างกันที่อยู่ในน้ำ ส่วนอีกข้อหนึ่งนั้นเป็นเหตุผลและความเชื่อของชาวบ้านว่า(อาจจะไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นัก) เป็นเพราะว่าอารมณ์ของจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่สถิตอยู่ในทะเลสาบนั้นเปลี่ยนแปลงไป 

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนิยมเดินเท้าหรือนั่งสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์ขี้นไปที่ยอดบริเวณทะเลสาบทั้งสามแห่งนี้เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งถ้าใครต้องการทำแบบนี้คงต้องตื่นแต่เช้ามากมากๆเพื่อให้ทันแสงอาทิตย์แรกแห่งวัน ฉะนั้นต้องตื่นประมาณ 04.00-04.30 น. ซึ่งระยะทางจากโมนิขึ้นไปถึงยอดเขานั้นประมาณ 17 กิโลเมตร สำหรับฉันแล้วขอผ่านแสงแรกไปก่อน แต่ฉันก็ออกจากที่พักประมาณ 06.30 น. เพื่อขึ้นไปดูเช่นกันเพราะถ้าเราไปเช้าอากาศก็จะเปิด ส่วนสายๆนั้นมักจะมีหมอกปกคลุมอาจพลาดวิวสวยๆใสๆได้ ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติที่นี่คือ 150,000 รูเปีย สำหรับผู้ใหญ่แต่เด็กจะราคาถูกกว่านี้นิดหน่อย แต่ฉันจำราคาไม่ได้ ส่วนทางเดินนั้นไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลยเดินง่ายมากเพราะมีการจัดเตรียมเส้นทางไว้เป็นอย่างดี ตลอดทางมีชาวบ้านขายของที่ระลึก ชา กาแฟ มาม่าต้มตลอดทาง

ทางขึ้นไปยังทะเลสาบสามสี (The trail up to three color lakes)

ทะเลสาบแรกคือ ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของปีศาจ หรือทะเลสาบแห่งความชั่วร้าย (Lake of Evil Spirits/Bewitched or Enchanted Lake) หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า ติวู อะตา โปโล (Tiwa Ata Polo/TAP) จะมีสีออกไปทางสีเลือดหรือสีค่อนข้างแดง แต่จากภาพที่เห็นไม่น่าจะใช่สีแดง น่าจะเป็นเขียวซะมากกว่า


ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของปีศาจหรือทะเลสาบแห่งความชั่วร้าย (Lake of Evil Spirits/ Bewitched or Enchanted Lake/TAP)

ทะเลสาบที่สองที่อยู่ติดกัน ชื่อ ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาว (Lake of Young People's Souls, Lake of Young Men and Maidens) ในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า ติวู นูวะ มูริ กอ ฟัน (Tiwa Nuwa Muri Koo Fai/TIN) ซึ่งโดยปกติจะมีสีออกเขียวหยก แต่ตอนที่ฉันไปนั้น ทะเลสาบนี้มีสีเหมือนสีฟ้าอ่อน


ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาว (Lake of Young People's Souls/TIN)

ทะเลสาบที่สามเป็นทะเลสาบที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก เรียกว่า ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ (Lake of Ancestor's Souls/Lake of Old People) ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า ติวู อะตัม บูปู (Tiwa Ata Mbupu/TAM) ปกติสีของทะเลสาบนี้จะเป็นสีฟ้า แต่ตอนที่ฉันไปนั้นสีของน้ำที่อยู่ในทะเลสาบจะเป็นสีออกเขียวเสียมากกว่า ผู้คนที่นี่เชื่อกันว่าถ้าตอนที่เรามีชีวิตอยู่แล้วเราทำแต่ความดีเมื่อเราตายไปแล้ววิญญาณของเราจะได้มาอยู่ที่ทะเลสาบแห่งนี้ 


ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ (Lake of the Ancestors' Souls/Lake of Old People/TAM)

ขากลับลงมาจากกะลิมูตูฉันแวะเข้าไปดูหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ชื่อ หมู่บ้านวาตุรากา (Waturaka Tourism Village) ซึ่งภายในหมู่บ้านนี้มีโฮมสเตย์อยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่นี่หันมาประกอบอาชีพเสริมด้านการท่องเที่ยวโดยเปิดบ้านให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาพักและเรียนรู้วิถีชีวิตของพวกเขา 



ป้ายทางเข้าหมู่บ้านวาตุรากา (Waturaka Village)

หมู่บ้านวาตุรากา (Waturaka Village)

หมู่บ้านวาตุรากา (Waturaka Village)

หนึ่งในโฮมสเตย์หลายๆแห่งภายในหมู่บ้าน (One of many homestays at Waturaka)

เด็ก ๆ กับฟุตบอลบริเวณลานกลางหมู่บ้าน (Football match at the village's playground)
จากวาตุรากาฉันแวะไปที่บ่อน้ำร้อนที่อยู่กลางท้องนาไม่ไกลจากหมู่บ้านนี้เท่าไหร่ที่ชื่อ โกโลรองโง มาตา แอร์ ปานาส (Kolorongo Mata Air Panas) ที่นี่เป็นตาน้ำร้อนเล็กๆผุดขึ้นมากลางท้องนา ถึงแม้จะไม่ใหญ่มากแต่ก็สามารถลงไปนั่งแช่ได้อย่างสบายๆ


โกโลรองโง มาตา แอร์ ปานาส (Kolorongo Mata Air Panas)

และต่อด้วยน้ำตกที่อยู่ในบริเวณหมู่บ้านโมนิที่ชาวบ้านเค้าเรียกกันติดปากว่า แอร์ เตอร์จุน (Air Terjun) ที่มีทางเดินลงไปอยู่ตรงข้ามกับเรนโบว์ คาเฟ่  (Rainbow Cafe) ก่อนกลับเข้าที่พัก เป็นอันว่าโปรแกรมวันนี้และโปรแกรมที่โมนิสิ้นสุดลงแค่นี้


น้ำตกในหมู่บ้านโมนิ (Air Terjun or waterfall in Moni)


วันที่สิบเอ็ด "กลับเข้าลาบวนบาโจแต่พักค้างคืนที่โบรง" : The 11th day "Back to Labuan Bajo with a stop over in Borong"

วันนี้ฉันต้องมุ่งหน้าเดินทางเพื่อกลับเข้าไปที่ลาบวน บาโจ ที่เป็นเมืองเริ่มต้นการเดินทางบนเกาะฟลอเรสของฉัน ส่วนจุดหมายสุดท้ายอยู่ที่หมู่บ้านโมนิ เพื่อมาดูทะเลสาบสามสีที่กะลิมูตู เมื่อเดินทางตามแผนการเดินทางที่วางไว้ครบหมดแล้ว ก็ต้องกลับซะที เพื่อจะเอามอเตอร์ไซค์ไปคืนที่ลาบวน บาโจ จากนั้นค่อยว่ากันต่อ ว่าจะอยู่ต่อ หรือเลยไปที่อื่นเลย

ฉะนั้นวันนี้การเดินทางของฉันส่วนใหญ่ จึงอยู่บนมอเตอร์ไซค์เท่านั้น โดยขับไปตามถนนทรานส์ ฟลอเรส เส้นเดิมจากขามา ไปเรื่อย ๆ แวะถ่ายรูปบ้าง ทานข้าวบ้าง และที่สำคัญต้องพักค้างที่เมืองโบรง เพราะเส้นทางที่ใช้นั้นยาวเกินไปฉันไม่อยากเร่งมาก อยากขับไปเรื่อยๆสบายๆเหนื่อยก็พัก จึงแบ่งการเดินทางกลับออกเป็นสองวันดังกล่าว

ออกจากโมนิประมาณ 05.50น. เพราะว่าตอนขามานั้นถนนบางช่วงจากเอ็นเดมาโมนิกำลังมีการซ่อมทาง เขาจะมีการปิดถนนเป็นช่วงๆตั้งแต่ 08.00น. จนถึง 10.00น. เพื่อให้คนงานพักประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็จะเริ่มปิดอีกทีตอน 10.30น. ถึงประมาณ 12.00น.  ฉันไม่อยากเสียเวลาเลยต้องกะเวลาว่าอย่างไรเสียต้องไปถึงที่บริเวณที่กำลังมีการซ่อมทางนั้นก่อนแปดโมงเช้าให้ได้ซึ่งก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ไม่ต้องหยุดรอไม่เสียแรงที่ยอมตื่นแต่เช้า


ทิวทัศน์ระหว่างทางจากโมนิมาเอ็นเด (Scenery from Moni to Ende)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากโมนิมาเอ็นเด (Scenery from Moni to Ende)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากโมนิมาเอ็นเด (Scenery from Moni to Ende)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากโมนิมาเอ็นเด (Scenery from Moni to Ende)
ฉันมาถึงตัวเมืองเอ็นเดประมาณ 08.00น. เลยแวะเข้าไปแถวท่าเรือเอ็นเดเพื่อทานอาหารเช้า เมื่อเสร็จเรียบร้อย ก็ออกเดินทางต่อไปตามถนนทรานส์ ฟลอเรส ไปจนถึงบาจาวา ประมาณช่วงเที่ยงเลยแวะทานมื้อกลางวันที่บาจาวา ก่อนออกเดินทางต่อไปยังโบรงและถึงที่นั่นประมาณ 15.30น.

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากเอ็นเดมาบาจาวา (Scenery along the way from Ende to Bajawa)

แวะถ่ายรูปอีกครั้งขากลับที่หาดก้อนหินสีน้ำเงิน หรือ ปันตาย เป็งกาจาวา (Once again on the way back from Ende to Bajawa, taking a break at Pantai Penggajawa or the Blue Pebble Beach)

ภูเขาไฟเอบูโลโบ ถ่ายจากริมทางระหว่างเอ็นเดมาบาจาวา (Gunung Ebulobo, along Jl. Trans Flores from Ende to Bajawa)

ภูเขาไฟเอบูโลโบ ถ่ายจากริมทางระหว่างเอ็นเดมาบาจาวา (Gunung Ebulobo, along Jl. Trans Flores from Ende to Bajawa)

ที่เมืองโบรงนี้ฉันเลือกพักที่โรงแรม Kasi Sayang เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ที่ราคาประมาณ 150,000 รูเปียไม่มีอาหารเช้า ห้องพักที่นี่ถือว่าใช้ได้ ความสะอาดก็โอเค แต่ธรรมดามากแต่ไม่เป็นไรฉันแค่พักนอนแค่หนึ่งคืนเอง และพรุ่งนี้ก็ออกแต่เช้า เพื่อกลับเข้าลาบวน บาโจ เอาแค่เป็นที่ซุกหัวนอนก็พอ เมื่อมาถึงที่โรงแรมฉันยังพอมีเวลาอีกซักประมาณสองสามชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เลยไปเล่นน้ำที่ชายหาดจอปิ วาตุก่อนกลับเข้ามาหาอาหารมื้อเย็นและซุกหัวนอน

เล่นน้ำที่จอปิ วาตุ ตอนขากลับ (Once again at Cepi Watu Beach)

เล่นน้ำที่จอปิ วาตุ ตอนขากลับ (Once again at Cepi Watu Beach)

วันที่สิบสอง "ถึงซะที ลาบวน บาโจ" : The 12th day "Finally being back to Labuan Bajo"

วันนี้ลากยาวตั้งแต่โบรงจนถึงรูเต็ง แวะทานอาหารเช้าที่เป็นกาแฟกับมาม่าคัพต้มบนเนินเขาซักแห่งไม่ไกลจากโบรงเท่าไหร่ จากนั้นก็ขับมาเรื่อย ๆ จนแวะพักกลางวันที่รูเต็งรู้สึกจะเป็นร้านเดิมตอนขาไป และกลับมาถึงลาบวน บาโจ ตอนประมาณ 15.00 แวะเอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่มันตา มันตา เกสต์เฮ้าส์ ที่จองและจ่ายเงินไว้แล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทางไปตระเวนฟลอเรส

จากนั้นก็เอามอเตอร์ไซค์ไปคืนที่ร้านเช่า และเลยไปหาข้อมูลของโปรแกรมท่องทะเลบริเวณเกาะโคโมโด และเกาะรินจา ขอแนะนำให้ใช้เวลาเดินหา เดินถามและเหนื่อยหน่อย ถึงแม้ว่าจะรายการทัวร์ต่าง ๆ จะไม่ต่างกัน แต่ราคาก็แตกต่างกันไป ควรที่จะเดินหาข้อมูลไปซักประมาณ 3-4 แห่งก่อนตัดสินใจเลือก

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเลือกบริษัทอะไร แต่รู้ว่าจ่ายไป 1,700,000 รูเปียสำหรับสองคน สำหรับโปรแกรมล่องเรือสองวันหนึ่งคืนบนเรือ  และนัดหมายกันมาที่หน้าออฟฟิศของบริษัทตอนประมาณ 07.30น.


วันที่สิบสาม "ล่องเรือสองวันหนึ่งคืนที่ทะเลฟลอเรส" : The 13th day "Boat trip in Flores Sea"

วันนี้มารวมตัวที่หน้าบริษัททัวร์ที่จองไว้เมื่อวาน จากนั้นก็เดินไปทางเรือที่อยู่ไม่ไกลเดินประมาณ 5 นาทีได้ เรือที่ฉันจะลงมีลูกทัวร์ทั้งหมด 7 คน ผู้ใหญ่ 6 คน และเด็ก 1 คน เรือออกจากท่าเรือลาบวน บาโจ และมุ่งหน้าสู่เกาะโคโมโดก่อน (Komodo Island) เพื่อไปชมเจ้ามังกรโคโมโด ที่เป็นที่รู้จักและเหมือนเป็นสัญญลักษณ์ของที่นี่ เพราะคนส่วนมากจะรู้จักหมู่เกาะฟลอเรสว่าเป็นสถานที่ที่มีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่ 

การเข้าไปชมเจ้ามังกรยักษ์ที่ว่านั้น ต้องเสียค่าเข้าอุทยาน (บัตรเดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับเกาะรินจาที่อยู่ใกล้ๆด้วยเช่นกันแบบเสียครั้งเดียวเที่ยวได้สองเกาะ)  รวมทั้งต่อเสียค่าไกด์หรือเจ้าหน้าที่นำทางเพื่อด้วย ราคาเท่าไหร่นั้นฉันจำไม่ได้เพราะไม่ได้ขึ้นไปแต่เพื่อนร่วมทริปบอกมาอีกที แต่การหาข้อมูลคงไม่ยาก เพราะบริษัททัวร์จะแจ้งเราเอง


ทะเลฟลอเรส (Flores Sea)

ทะเลฟลอเรส (Flores Sea)

ทะเลฟลอเรส (Flores Sea)

ฉันรอเพื่อนๆร่วมทริปในเรือ ตอนแรกตั้งใจจะลงเล่นน้ำบริเวณท่าเรือ เพราะว่าน้ำทะเลที่นั่นใสแจ๋วแจ่มสุดๆแต่คนเรือห้ามไว้บอกว่าลงเล่นน้ำไม่ได้เพราะว่าที่บริเวณนี้มีจระเข้เยอะมาก ฉันได้ฟังก็หัวเราะแบบไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เพราะไม่เห็นซักกะตัว แต่ไม่เป็นไรในเมื่อเธอไม่ให้ฉันเล่น ฉันก็ไม่ลงเล่นแล้วกัน นั่งไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อนร่วมทริปอีก 4 คนก็กลับขึ้นมาที่เรือ แต่ละคนบุ่นอุบว่าผิดหวัง เพราะพวกเขาตั้งความหวังไว้ว่าจะเห็นมังกรโคโมโดเยอะแยะ ยั้วเยี้ย เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมดเหมือนในสารคดี แต่พวกเขาเห็นเพียงแค่ 3-4 ตัวเท่านั้นที่ไม่ยอมไปไหนนอนรออาหารที่เจ้าหน้าที่ให้เท่านั้นเอง แบบว่าเห็นแต่ผู้เฒ่าโคโมโดเท่านั้น 

พอเรือหันหัวออกจากท่าเรือที่เกาะโคโมโดเท่านั้นแหละ ฉันเหลือบไปเห็นป้ายเตือนที่เขียนไว้ว่า ห้ามลงเล่นน้ำ ที่นี่มีจระเข้ชุกชุม (Crocodile Prone Area) เท่านั้นแหละ ขนลุกวูบ บอกกับตัวเองว่า ดีนะที่เมื่อกี้ยังเชื่อฟังคนเรือ เพราะโดยปกติฉันมักจะแย้งและเถียงตลอดเวลาที่สำคัญน้ำไซ้ใสมองเห็นพื้นทรายขาวๆน่าเล่นมากๆ  นี่ก็เป็นอีกบทเรียนอีกอันหนึ่งที่สอนตัวฉันเองว่า บางครั้งเห็นน้ำทะเลสะอาด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องลงเล่นน้ำหรือลงแช่น้ำทุกที่ก็ได้ แบบสวยๆใสๆบางครั้งก็ไว้ใจไม่ได้ ฟังเจ้าถิ่นหน่อยก็ดีและควรสังเกตสังกาตั้งข้อสงสัยให้มากกว่านี้ความปลอดภัยก็จะมีมาเอง

จากเกาะโคโมโด เรือก็พาพวกฉันไปดำน้ำตื้นต่ออีกสองที่ พิ้งค์ บีช (Pink Beach) และเกาะรินจา (Rinca Island)  ซึ่งเกาะรินจานี้เป็นอีกที่หนึ่งที่มีเจ้ามังกรโคโมโดเช่นกัน เหมือนที่แรกที่ต้องเสียค่าไกด์หรือเจ้าหน้าที่นำทาง ส่วนค่าเข้าอุทยานนั้นไม่ต้องเสีย เพราะเสียที่เกาะโคโมโดแล้ว ส่วนฉันตามระเบียบรอและอ่านหนังสืออยู่ในเรือ  ตอนเย็น ๆ คนเรือนำเรือเข้าไปจอดค้างคืนแถว ๆ บริเวณที่เกาะที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ ส่วนชื่อจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า ตอนเย็น ๆ จะมีฝูงค้างคาวบินออกจากฝ่ังเกาะหนึ่งข้ามไปอีกเกาะหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่หลับที่นอนคนเรือได้จัดเตรียมที่นอน หมอน ผ้าห่มเตรียมไว้สำหรับทุกคนอย่างครบชุดไม่ต้องแย่งกัน เพียงแต่เลือกเอาว่าใครจะนอนมุมไหนเท่านั้นเอง


เกาะรินจา (Rinca Island)

ทะเลฟลอเรส (Flores Sea)

ที่นอนที่สำหรับคืนนี้ (Stay over night here, somewhere in Flores Sea)

ไม่มีรูปความสวยงามของโลกใต้น้ำ เพราะแผ่นบันทึกข้อมูล หรือเม็มโมรี่การ์ดของกล้องถ่ายรูปพังราบอ่านอะไรไม่ได้เลย


วันที่สิบสี่ "กลับเข้าฝั่งที่ลาบวน บาโจ" : The 14th day  "Back to Labuan Bajo Harbor"


แสงแรกของวัน (Sun-rise, Flores Sea)

แสงแรกของวัน (Sun-rise, Flores Sea)

หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว คนเรือก็นำเรือออกไปจุดดำน้ำที่เรียกว่าจุดรวมปลากระเบนแมนตา ที่เป็นที่รู้จักกันว่า มันตา พ้อยท์ (Manta Point) แต่ด้วยทะเลบริเวณนี้มีกระแสน้ำแรงมาก การลงไปดำน้ำตื้นเพื่อดูปลากระเบนแมนตานั้นทำได้ค่อนข้างลำบาก เพราะกระแสน้ำจะคอยพัดเราให้ห่างออกไปตลอด คนเรือจึงให้พวกฉันเกาะเชือกที่บริเวณขอบเรือและค่อยๆขับเรือพาพวกฉันไป เรียกว่า ดำน้ำตื้นแบบเกาะเชือกจริง ๆ แต่ก็คุ้มเพราะได้เห็นเจ้ากระเบนแมนตา นับสิบ ๆ ตัว สมใจจริงๆ ถ้าไม่ใครไม่อยากลงน้ำเจ้ากระเบนแมนตาที่ว่าก็ว่ายวนอยู่รอบเรือทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดพอสมควร

จากนั้นพวกฉันก็ไปกันต่อที่เกาะกานาว่า (Kanawa Island) เพื่อเล่นน้ำและชมประการังน้ำตื้น
เกาะนี้เป็นเกาะส่วนตัวของเอกชนที่มีทั้งที่พักและร้านอาหารทุกอย่างพร้อม สามารถจองล่วงหน้าหรือมาถึงแล้วเดินไปสอบถามได้เช่นกัน

กลับเข้าท่าเรือลาบวน บาโจ (Back to Labuan Bajo Harbor)

ท่าเรือลาบวน บาโจ (Labuan Bajo Harbor)

ท่าเรือลาบวน บาโจ (Labuan Bajo Harbor)

การเดินทางท่องเที่ยวที่เกาะฟลอเรสของฉันใช้เวลาทั้งหมด 15 วันรวมวันเดินทางด้วย (แต่ถ้าทั้งทริปเลยคือทั้งเกาะฟลอเรส และ ซุมบาวา คือ 21 วันรวมวันทางไปและกลับ) เกาะฟลอเรสเป็นเกาะที่ค่อนข้างใหญ่และฉันมีเวลาไม่มากพอที่จะเดินไปทั่วทั้งเกาะได้ ฉันเลือกเดินทางส่วนใหญ่ในภาคตะวันตกและภาคกลางของเกาะ ในขณะที่ฝั่งตะวันออกคือแถบเมืองเมาเมเร่ (Maumere) นั้นฉันไปไม่ถึง

นักท่องเที่ยวส่วนมากถ้ามาที่เกาะฟลอเรส จะเลือกจุดเริ่มต้นของการเดินทางอยู่สองเมืองคือ ลาบวนบาโจทางทิศตะวันตก กับ เมาเมเร่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวให้เลือกหลายหลายระดับขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือความต้องการ และการเดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆบนเกาะก็สามารถทำได้สะดวก เพราะมีรถบัส รถสองแถวหรือเบโมที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารไปมาระหว่างเมือง ทางเลือกอีกหนึ่งทางที่สะดวก คือ การเช่าทั้งมอเตอร์ไซค์ รถยนตร์พร้อมคนขับ ก็ช่วยให้สามารถประหยัดเวลาและสามารถไปในที่ที่ห่างไกลได้ 

จากประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ฉันแนะนำว่าเมื่อมาถึงที่ฟลอเรสแล้ว ควรเช่ามอเตอร์ไซค์ (ในกรณีที่คุณสามารถขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้)  เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่บนเกาะ เพราะเมื่อคุณยิ่งออกห่างจากเมืองลาบวนบาโจหรือเมืองเมาเมเร่ออกไปมากเท่าไหร่ การหาเช่ามอเตอร์ไซค์จะทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้นเท่านั้นและราคาก็จะสูงขึ้นด้วย และบางทีเวลาเราไปที่เมืองหรือหมู่บ้านเล็ก ๆ นั้น ถ้าเราไม่มีมอเตอร์ไซค์ มันก็จะทำให้เราไม่สามารถไปเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจบริเวณรอบ ๆ ได้มากเท่าที่ควร (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นคนที่รักการเดินมาก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละเมืองหรือแต่ละหมู่บ้านเขาก็มีบริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้บริการเหมือนกัน ส่วนราคาน้ำมันนั้นที่เกาะฟลอเรสหรือหลาย ๆ เกาะในอินโดนีเซียนั้น น้ำมันราคาถูกกว่าบ้านเราพอสมควร 

ท้ายที่สุดการเดินทางครั้งนี้ของฉัน ใช้เกาะบาหลีเป็นฐานในการบินไปบินกลับจากกรุงเทพฯ เพราะว่าที่สนามบินงูระห์ไรนั้นมีเที่ยวบินที่บินตรงไปทั้งเมาเมเร่และลาบวนบาโจ แต่การเดินทางไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ นั้น ประเทศอินโดนีเซียมีเครือข่ายเรือโดยสารหรือที่เรียกว่าเรือเฟอรรี่ที่เชื่อมระหว่างเกาะแก่งต่าง ๆ ของประเทศที่ค่อนข้างดี แต่อาจต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ฉะนั้นเลือกเอาวิธีการเดินทางตามความชอบและความหนักของกระเป๋าสตางค์แล้วกัน


No comments:

Post a Comment

เที่ยวเกาะฟลอเรสและเกาะซุมบาวา อินโดนีเซีย (ต่อด้วยซุมบาวา) : Flores and Sumbawa Islands (Sumbawa)

เกาะซุมบาวา (Sumbawa (Island) วันที่สิบห้า "ลาก่อนฟลอเรส และ สวัสดีซุมบาวา" : The 15th day " Bye bye Flores and Hel...