Friday, February 17, 2017

เที่ยวมาเซโดเนียและอัลเบเนีย : Heading to Macedonia and Albania

ย่างเท้าก้าวเข้าสู่ มาเซโดเนีย และ อัลเบเนีย: Heading to Macedonia and Albania


มื่อเอ่ยถึงประเทศมาเซโดเนีย กับ ประเทศอัลเบเนีย ใครหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อและคุ้นหู แต่ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองประเทศนี้ ตั้งอยู่ในที่แห่งหน ณ ซีกโลกใดกันหนอ หรือบางทีก็มีอีกหลายคนที่ยังไม่ค่อยรู้จักโดยเฉพาะมาเซโดเนีย เมื่อเวลาและโอกาสมาถึง ฉันจึงเลือกที่จะเดินทางเตร็ดเตร่ในสองประเทศนี้บ้าง ผู้คนรอบข้างหลากหลายพากันตั้งคำถามว่า ทำไมชอบนักชอบหนา ชอบไปในที่ใครใครเค้าไม่ค่อยไปกัน (อ้าวเป็นงั้นไป) งั้นก็จะขอตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าชอบไปในที่แบบนี้ ที่ที่ไม่มีใครเค้าไปกัน ในที่ที่เค้ายังไม่ฮิตติดลมบน เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ฉันก็มีความฝัน (ที่เป็นจริงบ้างไม่เป็นจริงบ้าง) ที่อยากเดินทางไปเที่ยวในทุกประเทศให้ทั่วทั้งโลกใบใหญ่ใบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยทุนและโอกาสเวลา อาจทำให้ต้องเลือกสรรกันก่อนว่าจะวางเป้ วางเท้าที่มุมไหน ทวีปไหนก่อนหรือหลังก็แค่นั้นเอง หรือถ้าสวรรค์ไม่เป็นใจก็อาจจะได้ไปไม่ครบ ฉะนั้นไปไหนก็เหมือนกันในเมื่อซักวันก็ต้องพยายามไปให้ครบไปให้ได้มากที่สุดตามที่ใจหวังไว้ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีเหตุผลกลไก อะไรมากมายให้ซับซ้อน หรือเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตหรอก แค่ใจมันชอบ ใจมันรักในการเดินทางก็แค่นั้นเอง


ประเทศมาเซโดเนียมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐมาเซโดเนีย (Republic of Macedonia) ในอดีตเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศยูโกสลาเวีย และได้ประกาศเอกราชแยกการปกครองออกจากสาธารณะรัฐยูโกสลาเวีย  เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1991 มีเมืองหลวงชื่อเมือง   สโกปิเอ่ร์ Skopje มีภาษาราชการ คือ มาเซโดเนียน  ส่วนสกุลเงินทีใช้ คือ เดน่าร์มาเซโดเนียน (Macedonian denar หรือ MKD)


ประเทศมาเซโดเนีย ตั้งอยู่ในตอนกลางของคาบสมุทรบอลข่าน (Balkan Peninsula) ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปและไม่มีทางออกติดทะเล โดยมีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศเซอร์เบียและประเทศโคโซโว ทิศตะวันตกติดกับประเทศอัลเบเนีย ทิศตะวันออกติดกับประเทศบัลเกเรีย และทิศใต้ติดกับประเทศกรีซ


วันที่ 1 สองเท้าแตะพื้นที่เมืองสโกปิเอ่ร์ : Arrive in Skopje


ฉันเดินทางกับสายการบินวิซแอร์ (Wizzair) จากสนามบินเมืองโบเว่ส์ (Beauvais) ประเทศฝรั่งเศส มาถึงสนามบินอเล็กซานเดอร์ เดอะ เกรท (Alexander the Great)  เมืองสโกปิเอ่ร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาเซโดเนีย เมื่อผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็รีบออกมาหาตู้เอทีเอ็ม เพื่อกดเงินเดน่าร์มาเซโดเนียน ในที่นี่ขอเรียกสั้น ๆ ว่าเงินเดน่าร์ แล้วกันจะได้ไม่สับสนและยืดยาว

พลันเหลือบเห็นตู้เอทีเอ็ม ฉันก็ไม่รอช้ารีบกดเงินเดน่าร์ในปริมาณที่พอเพียง ไม่มากและไม่น้อยไป ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ต้องเสียค่าธรรมเนียมกับทางธนาคารแม่ของตัวเองในอัตราที่ค่อนข้างสูง ถ้ากดน้อยก็ไม่คุ้ม เพราะเสียค่าธรรมเนียมแพง แถมถ้าหาที่แลกเงินไม่เจอ อาจจะต้องกดอีกหลายครั้ง การกดเงินแต่ละครั้งก็ต้องถูกเก็บค่าธรรมเนียม  แต่ถ้ากดมากก็จะไม่จำเป็น เพราะว่า ฉันเตรียมเงินสดสกุลที่เป็นสากล และเป็นที่ยอมรับ (เช่นดอลล่าร์สหรัฐ และ ยูโร)ติดตัวไปด้วย  แบบว่า งก กลัว เสียค่าธรรมเนียม หรือ ค่าคอมมิชชั่น แพง แต่ถ้าแบงค์ของคุณไม่เก็บค่าธรรมเนียม หรือ เก็บแต่ไม่แพง คุณก็ไปกดเอาดาบหน้า หรือ กดหลาย ๆ รอบ ก็แล้วแต่คุณ อันนี้สูตรใคร สูตรมัน แบ่งปันกันไม่ได้ แล้วแต่ใครจะรักจะชอบแบบไหน


เมื่อเก็บเงินใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ภาระกิจต่อไป คือ มองหา รถโดยสารประจำทาง หรือ รถบัสที่วิ่งระหว่างตัวเมืองสโกปิเอ่ร์กับสนามบิน ซึ่งจุดจอดรถก็จะอยู่ทางขวามือด้านนอกของอาคารผู้โดยสาร เป็นรถบัสหรือภาษาฝาหรั่งที่เค้าเรียกกันติดปากว่า shuttle bus นั่นแหละของสายวิซแอร์ พอได้เวลารถออก ก็จะมีเจ้าหน้าที่เดินมาเก็บตั๋ว แต่ฉันไม่ได้ซื้อไว้ล่วงหน้าตอนจองตั๋วเครื่องบิน (ราคา 3 ยูโรต่อคน) และในกระเป๋าก็มีเงินเดน่าร์อยู่แล้ว เลยจ่ายไปในสกุลเงินท้องถิ่น ที่ราคา 150 เดน่าร์ต่อคน ( 1 ยูโรประมาณ 60-61 เดน่าร์ ) เมื่อคิดคำนวนดูแล้ว ซื้อตั๋วบนรถถูกกว่าซื้อตั๋วออนไลน์ ถูกกว่านิดหน่อยจริง ๆ ไม่มากไม่มาย แต่ก็จ่ายถูกกว่าประมาณหนึ่งยูโร




ระยะเวลารถวิ่งจากสนามบินถึงตัวเมืองจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนสถานที่หรือป้ายที่คนส่วนใหญ่นิยมลง คือ สถานีขนส่งนานาชาติ (ทั้งรถโดยสารประจำทางและสถานีรถไฟคือที่เดียวกัน)  ส่วนฉันเลือกลงป้ายถัดไป (ถือเป็นป้ายรองสุดท้าย) คือป้ายโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ด้วยเหตุผลสั้น ๆ คือจองที่พักไว้ทางเว็บไซค์ และเอเจนซี่ที่ดูแลที่พักติดต่อทางอีเมลล์ และโทรศัพท์ว่า จะมารอพวกฉันที่ป้ายนี้จากนั้นจะพาไปส่งอพาร์ทเม้นต์ที่จองไว้ ทริปนี้ของฉันได้ปรับมาใช้วิธีการจองที่พักผ่านอินเตอร์เน็ต เพราะว่า ในยุโรป (หรือ แม้แต่หลายประเทศในเอเชีย) ทุกวันนี้โรงแรมที่พักทั้งหลายทั้งปวงมักจะเอาตัวเองเข้าไปผูกติดกับระบบเว็บไซค์พวกรับจองโรงแรมต่าง ๆกันเป็นแถบ ส่วนจะมีเว็บอะไรบ้างคงไม่ต้องบอก หลายคนคงจะรู้จักเป็นอย่างดี  ซึ่งระบบการจองห้องพักผ่านเน็ตนี้ สร้างความลำบากด้านการเดินทางให้กับฉันผู้ซึ่งถือว่าเป็นคนประเภทที่มักจะตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ค่อยทัน และโดยนิสัยในการเที่ยวแล้ว ไม่ชอบวางแผนอะไรที่เป๊ะ เป๊ะ และ เป๊ะ ล่วงหน้า เพราะว่า ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ข้างหน้าได้ ถ้าจองอะไรไว้ก่อนซะเป๊ะ เป๊ะ เช่นนั้น อาจมีแต่เสียกับเสีย คือ อาจเสียเงินค่าจอง ค่าปรับ เสียประวัติ (กับเว็บไซค์ที่จองไว้) ก็เป็นได้ ประกอบกับ ฉันเป็นพวกที่ชอบออกนอกเส้นทางที่วางไว้ประจำ เช่น ถูกใจเมืองไหน หรือ ที่ไหน ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะอยู่แค่วัน หรือ สองวัน แต่สุดท้ายแล้ว มักจะอยู่เกินเป็นประจำ หรือในทางกลับกันกะว่าจะอยู่ซักสองสามวัน แต่เมื่อไปถึงแล้วไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ฉะนั้น แค่วันเดียวก็เผ่นราบก็เกิดขึ้นบ่อย ๆ เหมือนกัน  ด้วยสาเหตุทั้งสองข้อที่บอกมา เลยต้องทำให้ตั้งแผนไว้หลวม ๆ คือ จะจองที่พักล่วงหน้าวันต่อวัน หรือไม่ก็จองก่อนเข้าพักประมาณ 30 นาที โดยอาศัยบริการของเจ้าข้อความที่มักเขียนแปะตามร้านกาแฟต่าง  ๆ ว่า "Free wifi"  นั่นแหละ


เอาหละ กลับมาที่เมืองสโกปิเอ่ร์กันต่อ เมื่อถึงที่นัดหมายและได้เดินทางไปถึงอพาร์ทเม้นต์ที่จองไว้ ซึ่งลักษณะของอพาร์ทเม้นต์ที่ได้ คือ  2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำและห้องเครื่องพร้อมอุปกรณ์ทำครัวครบถ้วน (คงจะไม่ได้ลองใช้บริการเป็นแน่ เพราะจะต้องตระเวนอยู่ข้างนอกซะเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ซื้ออาหารเช้ามาตุนไว้ และตอนเช้าวันรุ่งขึ้นจะได้ไม่ต้องวิ่งออกไปหา ประหยัดเวลาและประหยัดงบได้แยะโข) จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ในราคา 30 ยูโรต่อคืน ซึ่งถ้าใครคาดหวังว่าจะได้เห็นรูปอพาร์ทเม้นต์ที่ว่า ก็คงต้องทำใจ เพราะว่าฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะวัตถุประสงค์ที่มา คือ มาดูบ้าน ดูเมือง ดูวิถีชีวิตคนมากกว่า  ไม่ได้มาใช้ชีวิตในโรงแรมหรืออพาร์ทเม้นท์ ซึ่งถ้าใครจะยกมือบอกว่า อพาร์ทเม้นต์หรือห้องในโรงแรม ก็เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง ในมุมของสถาปัตยกรรม หรือ การตกแต่ง อันนี้ก็ต้องขอบอกว่า ถูกต้องเช่นกัน แต่เผอิญไม่ค่อยให้ความสำคัญกับจุดนี้เท่าไหร่นัก เลยมองข้าม ฉะนั้นขออำภัยท่านผู้ชอบสังเกตและเก็บภาพทุกซอก ทุกมุมทั้งหลาย ไว้ ณ ที่แห่งหน ตำบลนี้ด้วย


และเช่นเคยที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ พอวางกระเป๋าเป้ใบขนาดย่อมเสร็จ ก็หยิบเอาเจ้าเป้ใบเล็ก ๆ ออกมา ใส่ของพวกกล้อง กระเป๋าสตางค์ เอกสารสำคัญๆ ติดตัวออกไปตระเวนเมืองสโกปิเอ่ร์ทันทีโดยไม่รอช้า ด้วยเหตุที่ที่พักไม่ไกลจากใจกลางเมือง หรือ ตัวเมืองเก่ามากนักใช้เวลาเดินประมาณสิบนาทีเท่านั้น เมืองหลวงของประเทศมาเซโดเนียก็เหมือนกับเมืองหลวงของหลาย ๆ ประเทศที่มีแม่น้ำไหลผ่านตัวเมือง ซึ่งที่นี่คือ แม่น้ำวาร์ดาร์ (Vardar)  แบ่งตัวเมืองออกเป็นสองฝั่งคือ  แยกง่าย ๆ คือ ฝั่งเมืองเก่า และฝั่งเมืองใหม่  ที่นี่รัฐบาลมีโครงการที่จะสร้างเมืองนี้ให้เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของยุโรปที่สวยงาม ตอนที่ช่วงที่ฉันอยู่ ที่นี่มีกำลังมีการก่อสร้างลานจตุรัสใจกลางเมืองที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Macedonia Square มีการสร้างรูปปั้นเพิ่มขึ้นอีกมากมาย  และสร้างตึกรามหรือสถานที่สำคัญ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน  แต่ทว่าชาวเมืองสโกปิเอ่ร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมองว่าสถาปัตยกรรมและรูปปั้นต่าง ๆ นั้น ไม่สวยและดูรกหู รกตา แบบว่าไม่เข้าที่เข้าทาง (ตามที่ได้ยินมาจากมาดามคนที่รับผิดชอบในเรื่องที่พักของฉันนั่นเอง เธอเล่าให้ฟังระหว่างเดินทางไปที่พัก)


บริเวณจตุรัส Macedonia Square กลางเมือง Skopje  ด้านหลังจะเห็น Triumphal Arc

รูปปั้น Dimitar Popgeorgiev 




Memorial Home to Mother Teresa

สองฝั่งของแม่น้ำ  Vardar มองจาก Kale Fortress

มุุมหนึ่งของแม่น้ำ Vardar ที่แบ่งเมือง Skopje ออกเป็นสองส่วน
Kale Fortress
                                                             
Stone Bridge หนึ่งในหลาย ๆ สะพานที่เชื่อมระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่
รูปปั้น Gemidzii ที่จตุรัสมาเซโดเนีย Macedonia Square ริมฝั่งแม่น้ำ Vardar
เมื่อข้ามสะพานหิน หรือ Stone Bridge ฉันก็เดินเข้าไปในเขตที่เรียกว่า Old Bazaar ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์รวมของร้านรวงที่ขายสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก และเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ผับ บาร์ เต็มไปหมด ประกอบกับเขต Old Bazaar นี้เป็นเขตคนเดินหรือเขตปลอดรถยนต์ ฉะนั้นเวลาเดินดูของ หรือจะหยุดถ่ายรูป ก็ไม่มีปัญหา เพราะไม่ต้องคอยระวังหน้า ระวังหลัง กลัวว่ารถจะเฉี่ยวชนเอาซะก่อน

Old Bazaar

ร้านขายของที่ระลึก เขต Old Bazaar

Old Bazaar

เมื่อเวลาบ่ายอ่อน ๆ ในเขต Old Bazaar

หลังกระจกบานนี้ มีอาหารอร่อย ๆ ให้เลือกทาน ในเขต Old Bazaar

แฮม ไส้กรอก และเนื้อหมูอร่อย ๆ มีขายอยู่ที่นี่

ส่วนหนึ่งของชีวิตในเขต Old Bazaar

บรรยากาศยามบ่ายในเขต Old Bazaar


อาหารเย็นแบบเบา ๆ 




อาหารมื้อค่ำในร้านอาหารแบบพื้นเมืองเขต Old Bazaar


วันที่ 2 ทะเลสาบอ็อคริด (Ohrid Lake)


เมื่อทำการคืนห้องและเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ฉันนั่งแท๊กซี่ไปที่ที่นัดหมายเพื่อรับรถยนต์ที่ได้เช่าไว้ทางเอ็นเตอร์เน็ต ซึ่งวิธีการเดินทางในครั้งนี้ของฉัน คือ การเช่ารถขับเอง และเนื่องจากฉันต้องขับรถข้ามไปมาระหว่างประเทศ ทางบริษัทเช่ารถ ก็คิดราคา หรือ บวกภาษีค่าผ่านเข้าออกสองประเทศเพิ่มเข้าไปในค่าเช่า ถ้าจำไม่ผิดเค้าคิดค่าภาษีข้ามประเทศสองประเทศ ในราคา 35 ยูโรเพิ่มจากค่าเช่าที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว เมื่อเช็คสภาพรถและเอกสารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ฉันจึงมุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปยังเมืองอ็อคริดและทะเลสาบอ็อคริด ทันที


ทะเลสาบอ็อคริด (Ohrid) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมาเซโดเนียในเมืองที่มีชื่อเดียวกันกับทะเลสาบ และถือเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างประเทศมาเซโดเนีย  (ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้) และประเทศอัลเบเนีย (ทิศตะวันออก)  การเดินทางจากเมืองสโกปิเอ่ร์ไปยังเมืองหรือทะเลสาบอ็อคริด จะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ โดยรถยนต์และนับเป็นระยะทางประมาณ 171.7 กิโลเมตร


ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบที่กว้างและสวยงามที่สุดของประเทศมาเซโดเนีย นอกจากนี้ยังนับได้ว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ลึกและเก่าแก่ที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากทาง UNESCO ในปีค.ศ.1979 โดยมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 358 ตารางกิโลเมตร มีความกว้าง 14.8 กิโลเมตร ความยาวประมาณ 30.4 กิโลเมตร และมีความลึกประมาณ 945 ฟุต


ทะเลสาบ Ohrid ที่มีตัวเมืองเก่าเป็นฉากหลัง


ทะเลสาบ Ohrid


ทะเลสาบ Ohrid

อีกมุมหนึ่งของทะเลสาบ Ohrid

ทะเลสาบ Ohrid



ทะเลสาบ Ohrid กับฉากหลังที่เป็นภูเขาเส้นกั้นพรมแดนระหว่างมาเซโดเนียกับอัลเบเนีย


ในส่วนของตัวเมืองอ็อคริด หรือ Ohrid Town นั้นก็ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติของ UNESCO  อีกทั้งเมืองอ็อคริดนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ทีเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุุโรป ในช่วงตั้งแต่ตอนต้นของค.ศ.ที่ 7 เป็นต้นมา และที่เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระอารามแบบสลาฟที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนักบุญพันเทเลมอน (St. Pantelejmon)  รวมถึงโบสถ์และสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ต่าง ๆ ที่มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จนถึงช่วงปลายของศตวรรษที่ 14 อีกมากมายหลายแห่ง นอกจากนี้ตัวเมืองอ็อคริด เองยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีการรักษาอาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดตามแบบสถาปัตยกรรมชุมชนของในยุโรปตะวันออก


บางส่วนของตัวเมือง Ohrid

โบสถ์ St'John the Theologian

Mosaic ที่ St. Pantelejmon

บางส่วนของการค้นพบทางโบราณคดี ที่  St.Pantelejmon

โรงมหรสพแบบโบราณ  (Ancient Theater)

 วันที่ 3 ข้ามแดนเข้าอัลเบเนีย : Crossing the border to Albania


เส้นทางที่ใช้ข้ามแดนวันนี้ คือ เส้นออกจากเมืองอ็อคริด (Ohrid)  ผ่านเมืองสทรูกา (Struga) และตรงเข้าเอลบาซาน (Elbasan) เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ฉันก็เข้าสู่เขตแดนของประเทศอัลเบเนียที่ด่านเคียฟาซาน (Kjafasan)  ไม่ไกลจากเมืองเอลบาซาน  เมื่อผ่านกระบวนการตรวจตราทุกอย่างทั้งตรวจหนังสือเดินทางของคนและหนังสือเดินทางหรือเอกสารต่าง ๆของรถยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ด่านบอกว่า ไม่เคยมีคนไทยเข้ามาที่นี่เลย ฉันเป็นคนแรกที่ผ่านเข้ามา เท็จจริงแค่ไหนอันนี้ไม่สามารถตอบได้ ก็เลยคุยกันเรื่องเมืองไทยเล็กน้อย ว่าต้้งอยู่ตรงไหน สภาพอากาศเป็นอย่างไร และสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจทั้งหลาย ก่อนจากเลยขอให้เค้าประทับตราลงในหนังสือเดินทางเพื่อเป็นที่ระลึกอีกด้วย

ทิวทัศน์เมื่อเข้าเขตอัลเบเนีย

ตัวเมืองเอลบาซัน (Elbasan City Centre) 


เมือง Elbasan

อีกภาพกับเมือง Elbasan

เนื่องจากที่อัลเบเนียไม่ได้ใช้เงินสกุลเดียวกับมาเซโดเนีย ฉะนั้นปัญหาของฉันคือต้องหาที่แลกเงิน สาเหตุที่เลือกเอลบาซันเพราะเป็นเมืองใหญ่ใกล้กับพรมแดนที่ฉันเพิ่งจะข้ามผ่านเข้ามา เลยแวะพักหาที่แลกเงินและถือโอกาสแวะทานมื้อกลางวันไปในตัวด้วยเลย ที่นี่มีร้านแลกเงินอยู่สองสามร้านที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง สังเกตได้ง่าย ๆ คือ เค้าจะติดป้าย Money Changer  หรือไม่ก็ Exchange ประเทศอัลเบเนียใช้เงินสกุลเล็ค (Leke หรือ ALL) เมื่อมีเงินสกุลท้องถิ่นและท้องอิ่ม ฉันจึงเดินทางต่อเพื่อไปเมืองแบรัต


เมืองแบรัต (Berat)


การเดินทางจากเอลบาซานมาแบรัตมีระยะทาง 64 กิโลเมตรโดยประมาณ ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 1.45 ชั่วโมงเท่านั้น


เข้าสู่เมืองแบรัตก็จะเจอกับลานหรือถนนกว้าง ๆ ที่มีร้านอาหารและบาร์เครื่องดื่มสองข้างทาง เหมือนเป็นถนนคนเดิน (Berat City Centre)

ถนนคนเดินกลางเมืองแบรัต มองเห็นบ้านเรือนตั้งอยู่ตามเนินเขาลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆในบริเวณที่เรียกว่าเมืองเก่า  (Berat Old Town as a background)

เมืองแบรัตตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำออซุม (Osum) บริเวณภาคกลางตอนใต้ของประเทศอัลเบเนีย ในปีค.ศ. 2008 ตัวเมืองเก่าที่ย่านมังกังเล็ม (Mangalem District) ของแบรัตได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก นอกจากตัวเมืองเก่าที่เป็นบ้านสีขาวสไตลส์ออตโตมานตั้งลดหลั่นกันไปตามไหล่เขาได้รับการขนานนามว่า เมืองแห่งหน้าต่างหนึ่งพันบาน  สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำออซุุม คือ ปราสาทแบรัต (Berat Castel) สมัยจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งสร้างขึ้นประมาณคริสตร์ศตวรรษที่ 13 บริเวณภายในปราสาทแห่งนี้ประกอบไปด้วย ป้อมปราการ โบสถ์เก่าแก่สมัยไบเซนไทม์ที่มีอยู่เกือบยี่สิบโบสถ์ และ มัสยิดสไตลส์ออตโตมัน

บ้านเรือนตามไหล่เขาบริเวณเมืองเก่า (Berat Old Town)


แม่น้ำออซุม (Osum River)


ปราสาทแบรัต (Berat Castle)

ปราสาทแบรัต (Berat Castle)

ปราสาทแบรัต (Berat Castle)

ปราสาทแบรัต (Berat Castle)

ปราสาทแบรัต (Berat Castle)

ภาพมุมสูงของเมืองหน้าต่างหนึ่งพันบาน เมืองเก่าของแบรัต (Berat Old Town, Viewed from Berat Castle)

บางช่วงของแม่น้ำออซุมและสะพานเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน (Osum River)

เมืองแบรัต (Berat Town)



บ้านในตัวเมืองเก่าแบรัต (A house in Berat Old Town)

บ้านในตัวเมืองเก่าแบรัต (Houses in Berat Old Town)

XXXXX

 เมืองแห่งหน้าตาหนึ่งพันบาน (Thousand windows city)



บริเวณรอบ ๆ โบสถ์แห่งหนึ่งในตัวเมืองเก่าแบรัต (A church in Berat Old Town)

โบสถ์แห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่าแบรัต (A church in Berat Old Town)


 วันที่ 4 จากแบรัตสู่ญอร์เร่ : From Berat to Vlorë


ปลายทางต่อไปของฉัน คือ เมืองญอร์เร่หรือวอร์ร่า ( Vlorë or Vlora) ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอัลเบเนีย ถ้าจะเรียกสถานที่ตั้งของเมืองให้ถูกต้อง ก็ต้องบอกว่า เมืองนี้อยู่ทางทิศใต้ของทะเลอะเดรียติค (Adriatic Sea) และทางเหนือของทะเลโลเนียน (Lonian Sea) วอร์เร่ เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศอัลเบเนีย และเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเมืองท่าดอร์เรส ด้วยเหตุที่เมืองนี้ไม่ไกลจากประเทศอิตาลี ผู้คนในวัยแรงงานของที่นี่จึงนิยมไปทำมาหากินที่อิตาลี และประกอบกับมีนักท่องเที่ยวชาวอิตาเลี่ยนเข้ามาเที่ยวที่นี่เป็นจำนวนมากในช่วงหน้าร้อน เลยส่งผลให้ผู้คนที่นี่สามารถพูดภาษาอิตาเลี่ยนได้มากกว่าภาษาอังกฤษซะอีก ฉะนั้นใครพูดภาษาอิตาเลี่ยนได้ ก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างสบายในเมืองนี้แหละอีกหลาย ๆ เมืองในประเทศอัลเบเนียอย่างแน่นอน

การเดินทางจากแบรัตสู่ญอร์เร่ นั้นใช้เวลาขับรถจริง ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาที โดยมีระยะทางประมาณ 84 กิโลเมตร แต่ฉันใช้เวลามากกว่านั้น เพราะว่า ระหว่างทางแวะชมโบราณสถานที่ อุทยานประวัติศาสตร์อะพอลโลเนีย (Apollonia Historical Park)  ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอัลเบเนีย ตามประวัติกล่าวว่า สถานนี้แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงประมาณครึ่งแรกของศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตร์กาล โดยผู้อพยพชาวกรีกจากเมืองคอร์ฟู (Corfu) และคอรินท์ (Corinth)  ภายใต้การนำของ กาแล็กซ์ (Gylax) ซึ่งต่อมาได้ตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ว่า เมืองกาแล็คเกีย (Gylaxkeia) ตามชื่อผู้นำในสมัยนั้น หลังจากที่สร้างเมืองขึ้น ต่อมาไม่นานเมืองแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น อะพอลโลเนีย (Apollonia) เพื่อเป็นการถวายสักการะต่อเทพเจ้าอะพอลโล (Apollo) ที่ถือเป็นเทพเจ้าแห่งศิลป การดนตรี แสงสว่าง และความงดงามแห่งบุรุษเพศ เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบสูงมุสซัคซเญียหรือมัสซัคซเกีย (Musacchia) อันอุดมสมบูรณ์ไม่ไกลจากทะเลอะเดรียติค (Adriatic Sea) และหุบเขามาลัคกัสทรา (Mallakastra) โบราณสถานแห่งนี้ถูกค้นพบในช่วงต้นของคริสตร์ศตวรรษที่ 19 สถานที่แห่งนี้นับได้ว่าเป็นการผสมผสานความงามของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติอย่างสมบรูณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่ง จนได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกอีกหนึ่งแห่งของประเทศอัลเบเนีย



อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)


อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

อะพอลโลเนีย (Apollonia)

Apollonia


จากที่เกริ่นไว้ข้างบนว่า การเดินทางใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากเมืองญอร์เร่นั้นเป็นเมืองชายทะเลอะเดรียติค จึงมีชายหาดสวยงามหลายแห่งให้แวะพักรับประทานอาหาร กาแฟ ขนม และ ถ่ายรููปกันอยู่เป็นระยะ ๆ เลยไม่แน่ใจว่าใช้เวลาเดินทางทั้งหมดไปเท่าไหร่ รู้แต่ว่า เมื่อมาถึงเมืองญอร์เร่แห่งนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ ๆ แล้ว เนื่องจากฉันยังไม่ได้จองที่พักไว้ล่วงหน้า เมื่อมาถึงตัวเมืองเห็นร้านกาแฟที่มีไวไฟ เลยเข้าไปนั่งจิบกาแฟ และต่อเน็ตเพื่อจองโรงแรม ฉันนั่งเอ้อระเหยในร้านกาแฟซักพักใหญ่ ๆ จึงออกไปเดินเล่นบริเวณรอบ ๆ ซักพักมีโทรศัพท์จากเจ้าของที่พักที่จองไว้เมื่อซักครู่โทรมาถามรายละเอียดเพิ่มเติม ฉันจึงนัดแนะสถานที่เพื่อไปรับกุญแจและเก็บกระเป๋าเข้าห้อง เป็นอันว่าภาระกิจหาห้องพักสำหรับคืนนี้เรียบร้อยด้วยดีตามระเบียบของฟรีไวไฟ



เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

เลียบทะเลอะเดรียติค (Adriatic Coast)

ชายหาดเมืองญอร์เร่ (Vlorë)

บรรยากาศในตัวเมืองญอร์เร่ตอนบ่าย ๆ (Vlorë City in the afternoon)

บรรยากาศในตัวเมืองญอร์เร่ตอนบ่าย ๆ (Vlorë City in the afternoon)


วันที่ 5 สถานีต่อไปคือเมืองซารันเดอร์ : Next Station is Sarandë


หลังจากทานอาหารเช้าแบบง่าย ๆ คือ ชา กาแฟ ขนมปัง โยเกิร์ตที่ซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ ที่พักเรียบร้อยแล้ว ฉันมุ่งหน้าลงทางใต้ต่อไปที่เมืองซารันเดอร์ (Sarandë) ซึ่งมีระยะทางจากญอร์เร่ประมาณ 188 กิโลเมตร ระหว่างทางก็แวะพักตามเมืองเล็ก ๆ เพื่่อเก็บภาพสวย ๆ ระหว่างทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ต้องเร่งรีบ เพราะว่า ได้จองที่พักไว้เรียบร้อยแล้ว เลยไม่ต้องขับรถแวะวนหาเมื่อไปถึงที่เมืองที่หมาย


ซารันเดอร์หรือซารันดา (Sarandë or Saranda) เป็นเมืองท่าตากอากาศที่ชาวอัลเบเนียนจากเมืองธิรันน่าซึ่งเป็นเมืองหลวง นิยมแวะมาพักผ่อนในหน้าร้อน ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงมาก่อน ปัจจุบันตัวเมืองเต็มไปด้วย ร้านอาหาร บาร์ และโรงแรม อพาร์ทเม้นต์ให้เช่าในราคาที่ไม่แพงมากนัก ฉะนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวแวะมาที่เมืองนี้กันมากขึ้น ประกอบตัวเมืองตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองคอร์ฟู ของกรีซ และไม่ไกลจากทางใต้ของอิตาลี่ ในหน้าร้อนจะมีเรือเฟอรรี่วิ่งจากซารันเดอร์ไปคอร์ฟูทุกวัน นอกจากนี้เมืองซารันเดอร์ยังเป็นประตูสู่เมืองท่าอื่น ๆ ในชายฝั่งที่เรียกว่าอัลเบเนียนวิเวียร่า (Albanian Riviera) ฉันจองที่พักไว้สำหรับสองคืน เพราะมีแผนที่จะขับรถไปเที่ยวชมสถานที่และเมืองใกล้ ๆ กับเมืองซารันเดอร์แห่งนี้


ระหว่างทางมาเมืองซารันเดอร์ (On the way to Sarandë)


ตัวเมืองซารันเดอร์ที่เต็มไปด้วยโรงแรมและอพาร์ทเม้นต์สำหรับนักท่องเที่ยว (Hotels and Apartments for rent along Sarandë's Coast)

เกาะคอร์ฟูของกรีซ มองจากระเบียงที่พัก  (Corfu, Greece viewed from hotel's balcony)


พระอาทิตย์อัสดงที่ทะเลอะเดรียติค (Sun-set at Adriatic Sea)

ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมหาด (Restaurant along the beach)

มื้อค่ำแสนอร่อย (Yummy diner) 
อีกมุมหนึ่งของซารันเดอร์ (Sarandë)

อีกมุมหนึ่งของซารันเดอร์ (Sarandë)


วันที่ 6 เที่ยวบูทรินต์ : Visit Butrint


บูทรินต์ (Butrint) เป็นเมืองและอุทยานประวัติศาสตร์ของอัลเบเนีย ตั้งอยู่ห่างจากเมืองซารันเดอร์ ไปทางทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ  20 กิโลเมตร สมัยก่อนเป็นที่รู้จักในชื่อของบูโธททุม (Buthrotum) ตามหลักฐานทางประวิตศาสตร์ บูทรินต์ถูกสร้างโดยชนเผ่าซอาวเนียน (Chaonien) ของกรีก ต่อมาถูกยึดครองโดยชาวโรมัน จักรวรรดิไบเซนไทน์ และชาวเวนิเซียน ตามลำดับ ในช่วงปลายยุคกลางผู้คนได้ละทิ้งถิ่นฐานและทิ้งบ้านทิ้งเมืองอพยพออกไปเนื่องจากป่าชายเลนใกล้เคียงได้เพิ่มจำนวนและรุกคืบเข้ามากินพื้นที่ของเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทิ้งให้บูทรินต์เป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ประกอบไปด้วย โรงมหรสพ โรงอาบน้ำแบบโรมัน โบสถ์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 5 มหาวิหารสมัยคริสตร์ศตวรรษที่ 6 ประตูเมืองที่เรียกว่า "ประตูสิงโต (Lion Gate)" และป้อมปราการสมัยยุคกลางประมาณคริสตร์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำการของพิพิธภัณฑ์ ซากปรักหักพังที่ถูกค้นพบนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ 1992

จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร ????????

จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร ????????

บริเวณรอบ ๆ โรงมหรสพ (around the Theatre)


โรงมหรสพ (The Theatre)

 
อีกมุมหนึ่งของโรงมหรสพ (the Theatre)

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ใกล้เคียง (the lake closed to Butrint)

จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร ????????

จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร ????????

มหาวิหาร (The Great Basilica)

มหาวิหาร (The Great Basilica)

ประตูสิงโต (Lion Gate)


ป้อมปราการ (Fortification)


จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร ????????


วันที่ 7 เมืองจิโรคาสเตอร์หรือจิโรคาสตรา: Gjirokaster or Gjirokastra


แผนการเดินทางสำหรับวันนี้ คือ เมืองจิโรคาสเตอร์ (Gjirokaster)  ซึ่งระยะทางจากที่โรงแรมที่พักไปยังเมืองจิโรคาสเตอร์ นั้นใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมง มีระยะทาง 70 กิโลเมตรโดยประมาณ ซึ่งแม้ว่าสภาพถนนจะดี แต่ก็ใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเป็นถนนสองเลนและตลอดทางส่วนมากเป็นทางขึ้นเขาสูงโดยตลอด แต่ถือว่าคุ้ม เพราะทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามมาก ต้องหยุดหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปกันหลายรอบทีเดียวกว่าจะถึงจุดหมายที่ปราสาท จิโรกาสเตอร์ ก็ไม่รู้ว่าใช้เวลากี่ชั่วโมง


ทิวทัศน์ระหว่างทางจากซารันเดอร์ไปจิโรคาสเตอร์ (On the way from Sarandë to Gjirokaster)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากซารันเดอร์ไปจิโรคาสเตอร์ (On the way from Sarandë to Gjirokaster)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากซารันเดอร์ไปจิโรคาสเตอร์ (On the way from Sarandë to Gjirokaster)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากซารันเดอร์ไปจิโรคาสเตอร์ (On the way from Sarandëto Gjirokaster)

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากซารันเดอร์ไปจิโรคาสเตอร์ (On the way from Sarandë to Gjirokaster)

เมืองจิโรคาสเตอร์  (Gjirokaster)  ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศอัลเบเนีย ห่างจากพรมแดนที่ติดกับประเทศกรีซเพียงแค่ 36 กิโลเมตรเท่านั้น เมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาที่กว้างใหญ่ระหว่างเทือกเขาแจเรอร์  (Gjerë Mountains) และแม่น้ำดรีน(Drin) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของประเทศ


จิโรคาสเตอร์ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 300 เมตร ตัวเมืองเก่าได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.2005 ในฐานะที่เป็นเมืองที่ยังคงรักษาและอนุรักษ์บ้านเรือนแบบออตโตมานไว้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าจิโรกาสเตอร์เป็นเมืองตัวอย่างไม่กี่แห่งที่ยังหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้ชม เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยบรรดาชาวนาผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ โดยมี ปราสาทจิโรคาสเตอร์ (Gjirokaster Castle) ซึ่งมีชื่อเดียวกับเมืองตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่บนเทือกเขา ส่วนตัวเมืองเก่าทีอยู่รอบ ๆ ตัวปราสาทจะเห็นบ้านหลายหลังที่มีหลังคาเป็นยอดแหลมคล้ายหลังคาปราสาทปรากฎให้เห็นทั่วไป ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะของเมืองในคาบสมุทรบอลข่าน ทุก ๆห้าปีจะมีการจัดงานประจำปีเกี่ยวกับวัฒนธรรมและเพลงพื้นบ้านขึ้นที่ปราสาทแห่งนี้ด้วย




ถนนในเมืองจิโรคาสเตอร์ (A road in Gjirokaster)

มัสยิด (Gjirokaster Mosque)

บ้านเรือนแบบปราสาทที่ตั้งอยู่รอบ ๆตัวปราสาท (Turrets Houses or Turkish Kule)

หลังคาบ้านที่มุงด้วยแผ่นหิน (Flagstone Roof)

ตัวเมืองจิโรคาสเตอร์ที่มีฉากหลังเป็นปราสาทชื่อเดียวกัน (Gjirokaster town with Gjirokaster Castle as a background)

จิโรคาสเตอร์ (Gjirokaster)

บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ของที่นี่หลังคาปูด้วยแผ่นหินและมีรูปทรงคล้ายปราสาท (Typical houses of Gjirokaster, roofted with flagstones and turret form)

บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ของที่นี่หลังคาปูด้วยแผ่นหินและมีรูปทรงคล้ายปราสาท (Typical houses of Gjirokaster, roofted with flagstones and turret form)


บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ของที่นี่หลังคาปูด้วยแผ่นหินและมีรูปทรงคล้ายปราสาท (Typical houses of Gjirokaster, roofted with flagstones and turret form)


บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ของที่นี่หลังคาปูด้วยแผ่นหินและมีรูปทรงคล้ายปราสาท (Typical houses of Gjirokaster, roofted with flagstones and turret form)

วิวสวยๆมองจากปราสาทจิโรคาสเตอร์ (Nice view from Gjirokaster)

เมื่ออดีตและปัจจุบันโคจรมาพบกัน ณ จิโรคาสเตอร์ (When a past met a present at Gjirokaster)

เมื่ออดีตและปัจจุบันโคจรมาพบกัน ณ จิโรคาสเตอร์ (When a past met a present at Gjirokaster)

ร้านอาหารและกาแฟเล็ก ๆ ณ มุมหนึ่งของจิโรคาสเตอร์ (At a small coffee and restaurant in Gjirokaster)

วันที่ 8 พักค้างคืนที่เมืองกอร์เชอร์: Stop over at Korçë


การเดินทางจากซารันเดอร์ไปกอร์เชอร์นั้น  ฉันใช้เส้นทางเหมือนไปจิโรคาสเตอร์ แต่เมื่อเลยเมืองแธริฮัตไปแล้ว ฉันเลี้ยวขวาเพื่อไปกอร์เชอร์ เส้นทางที่ใช้เป็นเส้นทางขึ้นเขาซะเป็นส่วนใหญ่ และเป็นถนนสองเลน ขับไปเรื่อย ๆ เจอเมืองไหน หรือ ที่ไหนสวย ๆ ก็แวะถ่ายรูป พักดื่มกาแฟไปเรื่อย ๆ ทำให้ไปถึงเมืองกอร์เชอร์ ก็ปาเข้าไปเกือบเย็นแล้ว  โดยปกติจากเมืองซารันเดอร์ไปกอร์เชอร์ จะใช้เวลาประมาณ 5-6  ชั่วโมงกว่า ๆ แล้วแต่ว่าใช้เส้นทางไหน สภาพถนนเป็นอย่างไร แต่สำหรับฉันถือว่า ถนนค่อนข้างดี เพียงแต่บางเส้นเป็นถนนสองเลน ไม่ใช่ถนนสายหลัก ซึ่งฉันเลือกที่จะใช้ถนนเล็ก ๆ มากกว่า เพราะอยากเห็นสภาพบ้านเรือนและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม

ระหว่างทางเจอร้านอาหารบรรยากาศดีดีริมฝั่งแม่น้ำวิออซ่า (Viosa River) เลยแวะพักเติมพลังและถ่ายรูปทิวทัศน์รอบ ๆ ซะเลย ส่วนร้านอาหารที่ว่าชื่ออะไร อยู่ตรงไหน เมืองอะไรนั้น  จำไม่ได้จริง ๆ รู้แต่ว่าที่ร้านเค้าจัดแต่งมีบ่อปลา ที่มีน้ำไหลมาจากน้ำตกเทียม และด้านนบนเป็นดาดฟ้าที่เปิดให้นั่งทานอาหารเคล้ากับทิวทัศน์สุดสวยด้วย

แม่น้ำวิออซ่าที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง (Viosa River)


แม่น้ำวิออซ่าที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง (Viosa River)




แม่น้ำวิออซ่าที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง (Viosa River)

ธรรมชาติรังสรรค์ล้วน ๆ (Natural invention)

ธรรมชาติรังสรรค์ล้วน ๆ (Natural invention)

สะพานข้ามแม่น้ำวิออซ่า (Viosa and her bridge)


ทัศนียภาพข้างทางจากเปท-รานไปกอร์เชอร์  (On the way form Petran to Korçë)

หมู่บ้านเล็ก ๆ กับธรรมชาติที่สวยงาม (Small villages and their wonderful landscape)


เมืองกอร์เชอร์ (Korçë) หรือ กอร์ช่า (Korça) เป็นเมืองอยู่ทางทิศใต้ของอัลเบเนียชื่อของเมืองในภาษาสลาฟมีความหมายว่า ภูเขา ประชากรส่วนใหญ่แน่นอนคือชาวอัลเบเนียน นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ด้วย เช่น กรีก อะรูเมียน สลาฟมาเซโดเนียน และชนเผ่ายิปซีหรือกลุ่มคนที่นิยมเคลื่อนย้ายที่พักอาศัยไปเรื่อย ๆ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับที่หกของประเทศ และตั้งอยู่บนที่ราบสูงที่มีความสูงประมาณ 850 เมตร หรือ 2,789 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเลถูกล้อมรอบโดยเทือกเขาโมราว่า (Morava Moutains) และเมืองนี้ยังเป็นแหล่งผลิตไวน์คุณภาพดีจากองุ่นพันธุ์เมอร์โล (Merlot)

เมืองนี้เป็นแค่จุดพักค้างคืนระหว่างทาง จึงไม่ได้มีแผนการท่องเที่ยวในเมืองนี้มากนัก เมื่อมาถึงตอนประมาณช่วงเย็น ก็จัดการเก็บกระเป๋าเข้าที่พักเพราะได้จองห้องพักทางอินเตอร์เน็ตไว้แล้ว จากนั้นจึงไปเดินเล่นในตัวเมือง เพื่อดูวิถีชีวิตของผู้คนและสภาพบ้านเรือนของเมืองนี้ เท่านั้น 


ตัวเมืองกอร์เชอร์ (Korçë City Centre) 

โบสถ์นิกายออร์โธด๊อกซ์ (Katedralja Orthodhokse Ringjallja e Krishtit)


บริเวณจตุรัสกลางเมืองถนนรีพับบลิกา (Bulevardi Republika)

อนุเสาวรีย์นักรบใจกลางเมืองกอร์เชอร์ (National Warrior Monument in the centre of Korçë)

ถนนรีพับบลิกา  (Bulevardi Republika)

หอคอยอะไรซักอย่างบนถนนรีพับบลิกา  (A Tower on Bulevardi Republika)


วันที่ 9 กลับเข้ามาเซโเนีย พักค้างอ้างแรมที่บิโตล่า  : Back to Macedonia and stop overnight in Bitola)


วันนี้ฉันข้ามพรมแดนอัลเบเนีย เพื่อกลับเข้าประเทศมาเซโดเนีย และมีแผนที่จะพักค้างคืนที่เมืองบิโตล่า (Bitla)โดยเลือกข้ามแดนที่ด่านทรูเชอร์มิชท์-เซ็นต์โนอ์ม (Tushemisht- St. Naum)  เพื่อแวะชมโบสถ์เซนต์โนอ์ม (St. Naum) ที่อยู่ในฝั่งของมาเซโดเนีย ติดกับพรมแดนของทั้งสองประเทศนี้ 


โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)  เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสตร์นิกาย ออร์โธด็อกซ์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศมาเซโดเนีย และอยู่ริมทะเลสาบอ็อคริด (Ohrid Lake) ไปทางใต้ของเมืองอ็อคริด (Ohrid Town) ไปประมาณ 29  กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นบาทหลวงโนอ์ม (Naum of Ohrid)  เมื่อประมาณคริสตร์ศตวรรษที่ 10 ต่อมาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้ถูกทำลายด้วยจักรวรรดิ์ออตโตมัน  ภายหลังเมื่อประมาณช่วงคริสตร์ศตรวรรษที่ 16 และ 17 ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมตัวอาคารแบบยอดโดมเพิ่มเข้าไป ในปี ค.ศ. 1875 เกิดเหตุไฟไหม้ทำให้บางส่วนได้รับความเสียหายและพังลงไป ด้วยเหตุผลที่โบสถ์แห่งนี้ มีสถานที่ตั้งที่สวยงามริมทะเลสาบ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบไบเซนไทน์ที่สวยงาม จึงทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมมากที่สุดของมาเซโดเนีย  และโบสถ์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ฝังศพบาทหลวงโนอ์มผู้ก่อตั้งในห้องทางด้านใต้ของโบสถ์


การต้อนรับจากเจ้าถิ่นเมื่อก้าวผ่านพ้นประตูทางเข้า ( A warm welcome from one of  St. Naum inhabitants)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์มและเจ้าถิ่น ( Naum's Church of the Holy Archangels and its inhabitant)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)
โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

โบสถ์เซ็นต์โนอ์ม ( Naum's Church of the Holy Archangels)

เมืองบิโตล่า (Bitola) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศมาเซโดเนีย เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศรองจากสโกปิเอ่ร์ซึ่งเป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่ที่ความสูง 615 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลบริเวณเชิงเทือกเขาบาบา (Baba Mountain) และมีแม่น้ำดรากอร์ (Dragor River) ไหลผ่าน ตั้งแต่คริสตร์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมืองบิโตล่ายังเป็นที่รู้จักในนามของ "เมืองแห่งสถานกงศุล" อีกชื่อหนึ่ง เมืองนี้ยังมีความร่ำรวยทางด้านสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะสถาปัตยกรรมออตโตมาน และศูนย์กลางของเมืองยังมีชื่อเสียงในทางสถาปัตยกรรมอันเป็นลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ของประเทศยุโรปตอนกลางอีกด้วย  ปัจจุบันบิโตล่าถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การพาณิชย์ การศึกษา และวัฒนธรรมของประเทศ 

เนื่องจากฉันมาถึงเมืองบิโตล่า (Bitola) ในช่วงเย็นทำให้ไม่มีเวลาไปเดินชมเมืองได้ หลังจากที่หาโรงแรมที่พักเจอแล้ว ก็ได้แต่เก็บกระเป๋า และหาอาหารมื้อค่ำทาน ก่อนที่จะตระเวนเมืองในวันพรุ่งนี้ต่อไป


บิโตล่ายามเย็น ๆ (Bitola in the evening )


ยามเย็นที่ถนนชิโรคโสคัคถนนคนเดินสายหลักในใจกลางเมือง  (An evening on Shirok Sokak, principle road in Bitola)

ยามเย็นที่ถนนชิโรคโสคัคถนนคนเดินสายหลักในใจกลางเมือง  (An evening on Shirok Sokak, principle road in Bitola)
ยามเย็นที่ถนนชิโรคโสคัคถนนคนเดินสายหลักในใจกลางเมือง   (An evening on Shirok Sokak, principle road in Bitola)


จตุรัสแมกโนเลียกลางเมืองบิโตล่า (Magnolia Square)

มัสยิดเจอนี(Jeni Mosque)

หอนาฬิกาตระหง่านอยู่กลางเมือง (Clock Tower)


วันที่ 10 เตร็ดเตร่ที่บิโตล่าและกลับเข้าสโกปิเอ่ร์ : Sights-seeing in Bitola then back to Skopje


ด้วยที่วันนี้จะต้องกลับเข้าเมืองสโกปิเอ่ร์ ฉันเลยมีเวลาแค่ครึ่งวันที่จะไปแวะสถานที่สำคัญ ๆ ในเมืองบิโตล่า  ฉันเลือกที่จะไปเริ่มต้นวันด้วยการไปเมืองโบราณ "เฮรัคเซียร์" หรือ เฮราเคลีย (Heraclea)

เฮรัคเซียร์ ลินน์เซสติสซ์ (Heraclea Lyncestis or Herakleia Lynkestis) เป็นเมืองกรีกโบราณ ภายหลังถูกรุกรานและปกครองโดยชาวโรมัน และตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองบิโตล่าไปทางใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ผู้ก่อตั้งเมืองนี้คือ พระเจ้าฟิลิปป์ที่สองแห่งมาเซโดเนีย (Philip II of Macedon) ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตร์กาล ต่อมาพระเจ้าฟิลิปป์ที่สองได้ทำสงคราม และเอาชนะอาณาจักรใกล้เคียงได้ จึงรวบรวมเอาดินแดนมาเข้าไว้ในเฮรัคเซียร์ และผนวกเข้ามาไว้ในอาณาจักรมาเซโดเนีย ส่วนชื่อ "เฮรัคเซียร์ (Heraclea)" นี้ ตั้งขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อวีรบุรุษในปกรณัมกรีกนาม "เฮราคิวลิส (Heracles)" ในขณะที่ "ลินน์เซสติสซ์ (Lynkestis)" นั้น มีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรเก่าแก่แห่งหนึ่งที่พระเจ้าฟิลิปป์ที่สองมีชัยชนะเหนือและเป็นดินแดนบริเวณที่ตั้งของเมือง ซึ่งมีความหมายว่า ดินแดนแห่งแมวป่ายักษ์ (The land of lynx) ตามภาษากรีก

ซากปรักหักพังเฮรัคเซียร์ (Ruins at Heraclea)

ซากปรักหักพังเฮรัคเซียร์ (Ruins at Heraclea)

โรงมหรสพเก่า (Ancient Theatre)

ภาพโมเสสที่เฮรัคเซียร์ (Mosaic detail)

ภาพเขียนที่ยังเหลือที่เฮรัคเซียร์ (Ancient painting)

หน้ากากแห่งความเศร้าโศก (Tragedy Mask)



รูปปั้นเทพธิดาเอเธน่า (The statue of Athena Parthenos)

ซากเมืองโบราณเฮรัคเซียร์ (Ruins at Heraclea)

จากเฮรัคเซียร์ฉันเดินกลับเข้ามาในตัวเมืองบิโตล่า และข้ามแม่น้ำดรากอร์ เพื่อไป ย่านตลาดเก่า หรือ Old Bazaar ซึ่งเป็นสถานที่คักคักไปด้วยผู้คนและร้านรวงต่าง ๆ มากกมาย ย่านตลาดเก่าแห่งนี้เริ่มเจริญรุ่งโรจน์มาตั้งแต่สมัยคริสตร์ศตวรรษที่ 19 โดยมีการขยายพื้นที่ออกไปจากเดิม ปัจจุบันมีการแบ่งโซนตามสินค้าที่วางขาย อาทิเช่น มีโซน Drven Pazar หรือ Wood Market โซน AT Pazaar หรือ Horse Market โซน Pekmez Pazar  โซน Cereal ฺBazaar โซน Lenski, Covered Bazaar เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโรงแรมขนาดเล็ก (Inns) หลาย ๆ แห่งตั้งอยู่ในตลาดนี้อีกด้วย


ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

ตลาดเก่า (Old Bazaar)

จากเมืองบิโตล่าเพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองสโกปิเอ่ร์ ฉันเลือกใช้เส้นทางที่ผ่านเมืองพรีเล็บ (Prilep) เมืองเมเลส (Veles)  และเพโทรเว็สซ์ (Petrovec) และกลับเข้าสโกปิเอ่ร์ในตอนประมาณสองทุ่ม ระหว่างทางแวะพักรับประทานอาหารกลางวันที่เมืองพรีเล็บก่อน จากนั้นก็แวะไปดู โบสถ์พระแม่มาเรียที่ชื่อ Assumption of the Mother of God  ซึ่งกว่าจะหาทางไปโบสถ์แห่งนี้ได้ ก็ต้องออกกำลังกายด้านการสอบถามเส้นทางกันอยู่มากโข เพราะถามคนหนึ่งก็บอกไม่มี อีกคนหนึ่งก็บอกไปทางนี้ แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เหตุผลอาจเป็นเพราะชื่อเสียงเรียงนามของโบสถ์ที่ออกเสียงยาก ทำให้คนต่างถิ่นอย่างฉันออกเสียงไม่ถูกต้อง เลยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันไประหว่างคนถามและคนถูกถาม แต่โชคดีที่เจอหนุ่มสาวชาวมอเตอร์ไบค์ หรือ หนุ่มสาวนักบิด ที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ พอถามไปเค้าก็บอกว่า ฉันเพิ่งลงมาจากโบสถ์ เธอไปตามเส้นทางนี้เลย สุดท้ายโบสถ์ที่ว่า ก็อยู่ตรงหน้าฉันพอดี ต้องขอบคุณคู่รักนักบิดอีกครั้ง โบสถ์นี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองพรีเล็บประมาณ  10 กิโลเมตร ที่ อารามเทรสคาเว็สซ์ (Treskavec Monastry) ซึ่งเป็นคำที่ชาวบานที่นี่เค้าเรียกกัน ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงามบนยอดเขาเพลาโกเนีย (Pelagonia Mountains)


เค้าบอกว่าเดินไปบนยอดเขาข้างบนแล้วเธอจะเจอเป้าหมายของเธอ (I was told to walk up there and you will find your place)

ภาพเขียนบนแผ่นหินที่เทรสคาเว็สซ์ (The painting at Treskavec Monastry)
เทรสคาเว็สซ์  โบสถ์แม่พระมาเรีย (Treskavec Monastry, Church Assumption of the Mother of God)

ประตูทางเข้า (The Entrance of Church of the Mother of God)

ประตูทางเข้า (The Entrance of Church of the Mother of God)

ภาพเขียนที่โบสถ์แม่พระมาเรีย (The painting at Church of the Mother of God)

ภาพเขียนที่โบสถ์แม่พระมาเรีย (The painting at Church of the Mother of God)

ด้านหน้าของโบสถ์แม่พระมาเรีย (Church of the Mother of God)

ด้านหน้าของโบสถ์แม่พระมาเรีย (Church of the Mother of God)

ประตูสู่ทัศนียภาพที่งดงาม  (The way  to a wonderful panorama)

ประตูด้านหลังโบสถ์ (The door at the back yard of the church)

ภาพเขียนที่โบสถ์แม่พระมาเรีย (The painting at Church of the Mother of God)

 โบสถ์แม่พระมาเรีย (Church of the Mother of God)

ประตูทางเข้า (The Entrance of Church of the Mother of God)

วันที่ 11 ทะเลสาบมัตกา : Matka Lake



ดังที่เกริ่นไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่า ฉันกลับมาถึงเมืองสโกปิเอ่ร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมาเซโดเนียตอนค่่ำ ๆ และโชคดีที่ได้จองห้องพักไว้แล้วล่วงหน้าผ่านทางเอ็นเตอร์เน็ต ทำให้การกลับเข้าเมืองไม่มีปัญหา ฉันแวะคืนรถที่เช่าให้กับบริษัทรถเช่า  และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี จากนั้นก็นั่งแท๊กซี่กลับเข้ามาที่อพาร์ทเม้นต์ที่จองไว้แล้วสำหรับสองคืน


ฉันเล่าแผนการเดินทางให้กับหนุ่มน้อยที่เป็นธุระจัดการอพาร์ทเม้นต์ ว่า พรุ่งนี้ฉันอยากจะไปทะเลสาบมัตกา (Matka Lake) ซึ่งเค้าก็บอกว่ามีเพื่อนที่ขับแท๊กซี่สามารถพาเธอไปได้ และขากลับให้นัดเวลากับคนขับว่าจะให้มารับกี่โมง ฉันเลยไม่รอช้าโทรไปหาแท๊กซี่และต่อรองราคาได้ตามที่ตกลงแล้ว ต้องขอโทษตรงนี้ด้วยที่ฉันจำราคาไม่ได้ แต่รู้ว่าราคาที่แท๊กซี่เรียกมานั้นสมเหตุสมผล ไม่ถูกและไม่แพงมากจนเกินไป ฉันจึงนัดแนะให้เขามารับที่อพาร์ทเม้นต์ประมาณ 8 โมงเช้า และใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

ทะลสาบมัตกา (Matka Lake) ตั้งอยู่ในหุบเขามัตกา (Matka Canyon) และเป็นทะเลสาบที่เก่าแก่ที่สุดที่ในประเทศที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือของมนุษย์ไม่ใช่ธรรมชาติสร้าง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านมัตกาในเขตเทศบาลซาราย (Sarai Municipality) ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสโกปิเอ่ร์เมืองหลวงของประเทศ ทะเลสาบแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 5,000 เอเคอร์ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ฮิตติดลมบนของชาวมาเซโดเนียนอีกแห่งหนึ่ง

คำว่า "มัตกา" ในภาษามาเซโดเนียน แปลว่า  "ครรภ์"  ทะเลสาบนี้ตั้งอยู่ในภาคกลางค่อนไปทางทิศตะวันตกของเมืองสโกปิเอ่ร์ถือได้ว่าที่นี่ศูนย์รวมของโบสถ์หลายแห่งในสมัยกลาง รวมทั้งเป็นบ้านของพืชป่าและสัตว์ป่าหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งบางพันธุ์สามารถพบได้เพียงแค่ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้หุบเขาแห่งนี้ยังเป็นเหมือนบ้านของผีเสื้อจำนวน 77 ชนิด และมีถ้ำถึง 10 ถ้ำที่เป็นเหมือนบ้านของค้างคาวจำนวนมากอีกด้วย

กิจกรรมที่สำคัญของที่นี่คือ การปีนเขา หรือ การเดินขึ้นเขา นั่งเรือคายัค นั่งเรือชมทัศนียภาพบริเวณทะเลสาบและถ้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ คือประมาณเดือนเมษายน ถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน รวมทั้งมีร้านอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศสวย ๆ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย



ข้างหลังคือทะเลสาบมัตกา (Behind is Matka Lake)

ทะเลสาบมัตกา (Matka Lake)

หุบเขามัตกาและทะเลสาบมัตกา (Matka Canyon and Lake Matka)

ท่าเรือสำหรับลงเรือล่องทะเลสสาบและไปดูถ้ำต่าง ๆ (Matka Pier)

ท่าเรือสำหรับลงเรือล่องทะเลสาบ (Matka Pier)

ท่าเรือสำหรับลงเรือล่องทะเลสาบ (Matka Pier)

ร้านอาหารที่ทะเลสาบมัตกา (A restaurant at Matka Lake)

ทะะเลสาบมัตกา (Matka Lake)

พืชพันธุ์ที่ทะเลสาบมัตกา (Plants at Matka Lake)

ร้านอาหาร (A restaurant at Matka Lake)

พฤกษางาม ๆ ที่ทะเลสาบมัตกา (Flora at Matka Lake)

พฤกษางาม ๆ ที่ทะเลสาบมัตกา (Flora at Matka Lake)


พฤกษางาม ๆ ที่ทะเลสาบมัตกา (Flora at Matka Lake)

พฤกษางาม ๆ ที่ทะเลสาบมัตกา (Flora at Matka Lake)

ทางเดินเลียบหน้าผา (Hiking Path)
ทะเลสาบมัตกา (Matka Lake)

ทะเลสาบมัตกา (Matka Lake)


ขากลับนัดแนะคนขับแท๊กซี่ให้กลับมารับเวลาประมาณบ่ายสี่โมง ถึงอพาร์ทเม้นต์ก็จัดการเตรียมเก็บกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ แต่ก็ไม่ลืมนัดหมายให้แท๊กซี่มารับพรุ่งนี้แต่เช้า เพื่อไปส่งสนามบิน เพราะหมดเวลาแล้วสำหรับทริปนี้  ก่อนจากสโกปิเอ่ร์ เย็นนี้เลยเดินไปหาอาหารมื้อเย็น รสอร่อย ๆ แถวตลาดเก่าหรือ Skopje Old Bazaar เรียกได้ว่า กินส่ังลาก่อนจากมาเซโดเนียซะพุงกาง กะตุนไว้สำหรับงวดหน้าหากมีโอกาสได้กลับมาเยือนประเทศนี้อีกครา ใครจะไปรู้ 

เป็นอันว่าการเดินทางครั้งนี้ของฉันใช้เวลาสิบเอ็ดวัน (ไม่นับวันเดินทางกลับ) สำหรับเดินทางท่องเที่ยวในสองประเทศยุโรปตะวันออกครั้งนี้ การเดินทางข้าพรมแดนระหว่างสองประเทศไม่ได้ยุ่งยากเลย ทั้งขั้นตอนการตรวจเอกสารผ่านแดน ถ้าคุณไม่ได้เช่ารถขับ ทั้งสองประเทศก็มีรถประจำทางวิ่งระหว่างเมือง และระหว่างประเทศ เพียงแต่คุณต้องเช็คตารางเวลา และสถานที่ให้ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครไม่ค่อยมีเวลามากนัก การเดินทางด้วยการเช่ารถยนต์ขับไปเองก็ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก ถ้าคุณจะเลือกเช่ารถ ฉันแนะนำให้เลือกเช่าจากเมืองหลวงของประเทศจะดีที่สุด เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริษัทรถเช่าให้เลือกมากกว่าเมืองอื่น ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณต้องข้ามพรมแดน ต้องแจ้งตั้งแต่ตอนทำสัญญาด้วย เพราะว่า มีค่าภาษีหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาจากค่าเช่า แต่ก็ไม่ได้แพง หรือ ยุ่งยากอะไร ส่วนที่พักและอาหารการกินนั้นยิ่งไม่มีปัญหา มีเลือกทุกระดับตามที่เราต้องการจ่าย ฉะนั้นไม่ต้องกลัว ถ้าคุณพร้อม ก็ลุยได้เลย



2 comments:

  1. เขียนได้ดีและน่าสนใจมากค่ะ จนอยากไปเที่ยว ขอบคุณค่ะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบคุณค่ะสำหรับคำชม ถ้าคุณมีเวลาและสนใจจะไปยินดีตอบคำถามสำหรับข้อมูลนะคะ ถ้าไปกันหลายคนแนะนำให้เช่ารถขับค่ะ สะดวก และสามารถไปได้หลายที่ แต่ถ้าไม่สะดวก ทั้งสองประเทศก็มีบริการรถประจำทางวิ่งระหว่างเมืองสำคัญๆ ส่วนมากเวลารถออกจะเป็นช่วงเช้าของวันค่ะ ส่วนทัศนียภาพ ประวัติศาสตร์นั้นไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ โดยเฉพาะมาเซโดเนียมีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาก

      Delete

เที่ยวเกาะฟลอเรสและเกาะซุมบาวา อินโดนีเซีย (ต่อด้วยซุมบาวา) : Flores and Sumbawa Islands (Sumbawa)

เกาะซุมบาวา (Sumbawa (Island) วันที่สิบห้า "ลาก่อนฟลอเรส และ สวัสดีซุมบาวา" : The 15th day " Bye bye Flores and Hel...